
สงครามเงินกู้อาเซียน Grab VS Shopee ใครจะชนะ ?
สงครามเงินกู้อาเซียน Grab VS Shopee ใครจะชนะ ? /โดย ลงทุนแมน
เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับปี 2019 ประชากรวัยผู้ใหญ่ในอาเซียนกว่า 50% ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคาร ไม่มีบัตรเครดิต ไม่มีประวัติสินเชื่อ และไม่เคยฝากเงินในธนาคารมาก่อนในชีวิต
สำหรับธนาคาร นี่คือข้อจำกัด
แต่สำหรับ Grab และ Shopee ภายใต้ Sea Limited นี่คือโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด
และเป็นสงครามธุรกิจในอาเซียนที่น่าจับตาที่สุดในตอนนี้
แต่สำหรับ Grab และ Shopee ภายใต้ Sea Limited นี่คือโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด
และเป็นสงครามธุรกิจในอาเซียนที่น่าจับตาที่สุดในตอนนี้
เพราะมันคือ โอกาสที่จะเปลี่ยนผู้ใช้ในแพลตฟอร์มให้หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินของตัวเอง
จากบริการเรียกรถ ส่งอาหาร ช็อปปิงออนไลน์ สู่ธุรกิจสินเชื่อ เงินฝาก และธนาคารดิจิทัล
จากบริการเรียกรถ ส่งอาหาร ช็อปปิงออนไลน์ สู่ธุรกิจสินเชื่อ เงินฝาก และธนาคารดิจิทัล
ซึ่งเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับกระเป๋าเงินของผู้ใช้หลายร้อยล้านคนทั่วทั้งภูมิภาค
แล้วสงครามนี้ใครจะเป็นผู้ชนะ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ที่ทวีปอเมริกาหรือยุโรป ธุรกิจ FinTech อย่าง PayPal หรือ Apple Pay ประสบความสำเร็จ เพราะทำให้คนที่มีบัญชีธนาคาร บัตรเครดิตอยู่แล้ว โอนเงินได้สะดวกขึ้น ทำธุรกรรมออนไลน์ได้ง่ายขึ้น
แต่ในอาเซียน เรื่องราวมันตรงกันข้าม
เพราะยังมีคนอีกมาก ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารเลย
เพราะยังมีคนอีกมาก ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารเลย
กระเป๋าเงินดิจิทัลในโทรศัพท์มือถือ จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกที่สะดวกกว่า แต่มันคือผลิตภัณฑ์ทางการเงินชิ้นแรกและชิ้นเดียวที่เคยมีในชีวิต
ถ้ากลับไปดูที่จุดเริ่มต้น..
Sea Limited และ Grab เริ่มจากการแก้ปัญหาใกล้ตัวก่อน อย่างบริการเรียกรถ ส่งอาหาร หรือขายของออนไลน์ พอมีคนมาใช้แพลตฟอร์มมากขึ้นถึงจุดหนึ่งแล้ว ค่อยใส่บริการทางการเงินเข้าไปทีหลัง
คำถามน่าสนใจคือ ทำไมลำดับการทำธุรกิจแบบนี้ถึงได้ผลในอาเซียน ?
การที่แพลตฟอร์มเริ่มต้นจากบริการใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เมื่อมีผู้ใช้บริการมากขึ้น ข้อมูลมหาศาลจึงหลั่งไหลเข้ามา
ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรมในแอป เติมเงินในกระเป๋า กู้เงิน คืนเงิน ข้อมูลเหล่านั้นจะค่อย ๆ สร้างเป็นประวัติเครดิตที่ธนาคารแบบเดิมเข้าถึงได้ยาก
แล้วแต่ละบริษัทสร้างธุรกิจทางการเงินขึ้นมาอย่างไร ?
เริ่มที่ผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคตอนนี้อย่าง Monee ธุรกิจ FinTech ในเครือ Sea Limited เจ้าของ Shopee และเกม Free Fire
Monee เริ่มต้นจากฟีเชอร์เติมเงินเล็ก ๆ ในเกม Garena ชื่อ AirPay เมื่อปี 2014 ก่อนจะกลายร่างเป็น ShopeePay ในปี 2019 และฝังตัวอยู่ในขั้นตอนการจ่ายเงินของ Shopee โดยตรง
นับตั้งแต่ปี 2016 ผ่านมา 10 ปี Monee เติบโตแบบก้าวกระโดด รายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 105% หรือเอาง่าย ๆ ว่า รายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกปี
ปีล่าสุด 2025 Monee มีรายได้ราว 126,600 ล้านบาท มีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 26%
และกำไรจากการดำเนินงานของ Monee ตอนนี้ คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมด ของ Sea Limited ทั้งบริษัทไปแล้ว
ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ Monee มีพอร์ตสินเชื่อรวมกว่า 306,500 ล้านบาท เติบโต 80% ในปีเดียว
แต่หนี้เสียอยู่ที่แค่ 1.1% เท่านั้น ซึ่งต่ำมากสำหรับสินเชื่อไม่มีหลักประกันแบบนี้
แต่หนี้เสียอยู่ที่แค่ 1.1% เท่านั้น ซึ่งต่ำมากสำหรับสินเชื่อไม่มีหลักประกันแบบนี้
ตัวเลขที่เติบโตระเบิดนี้ เกิดขึ้นหลังจาก Monee เปลี่ยนโมเดลจากต้องเป็นลูกค้าที่ผ่านการคัดกรองและได้รับเชิญถึงจะกู้ได้ มาเป็นใครก็สมัครได้ ในปี 2025 ทำให้ลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามากู้เงินมากขึ้น แต่อัตราหนี้เสียกลับไม่ขยับเลย
เหตุผลคือ Monee มีข้อมูลพฤติกรรมจากผู้ใช้ Shopee กว่า 400 ล้านคน และผู้ขายอีก 20 ล้านราย
ทุกการซื้อของ ทุกการคืนสินค้า ทุกการจ่ายบิลผ่อน ถูกป้อนเข้าโมเดล AI ที่ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำมาก
ทุกการซื้อของ ทุกการคืนสินค้า ทุกการจ่ายบิลผ่อน ถูกป้อนเข้าโมเดล AI ที่ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำมาก
แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญพุ่งขึ้นถึง 77% แตะ 46,600 ล้านบาท ในปี 2025
พูดง่าย ๆ คือ แม้หนี้เสียที่เกิดขึ้นไปแล้วจะมีแค่ 1.1% แต่การประเมินความเสี่ยงที่มีก็ทำให้ Monee กันเงินสำรองมากขึ้น สะท้อนว่าบริษัทระมัดระวังมากขึ้น เมื่อฐานลูกค้ากว้างขึ้น
ทั้งนี้ สินเชื่อของ Monee ส่วนใหญ่ยังเป็น On-Book ซึ่งมันก็คือส่วนที่แบกความเสี่ยงเองเกือบทั้งหมด
นอกนั้นในส่วน 33,300 ล้านบาท จาก 306,500 ล้านบาท เป็นโมเดล Off-Book ที่โอนความเสี่ยงไปให้แหล่งภายนอก
นอกนั้นในส่วน 33,300 ล้านบาท จาก 306,500 ล้านบาท เป็นโมเดล Off-Book ที่โอนความเสี่ยงไปให้แหล่งภายนอก
แต่อีกมุมหนึ่ง ถ้า Monee ขยายสัดส่วน Off-Book ได้มากขึ้น จะทำให้ธุรกิจใช้เงินทุนน้อยลง และแบกความเสี่ยงเองน้อยลง ทำให้ใกล้เคียงกับการเป็นตัวกลางที่ใช้โมเดลปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แทนที่จะเป็นแค่ผู้ปล่อยกู้เอง
กุญแจสำคัญอีกอย่างของ Monee คือ มีใบอนุญาตธนาคารดิจิทัลครอบคลุมทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย เรียกได้ว่าเป็นใบเบิกทางให้เข้าถึงการระดมเงินฝาก และปล่อยสินเชื่อได้
ผ่านโมเดลการฝังไว้ภายในกระเป๋าเงินดิจิทัล ที่หลอมรวมอยู่ในแพลตฟอร์มหลักโดยตรง เพื่อดึงดูดเงินฝากต้นทุนต่ำมาใช้ปล่อยสินเชื่อ
โดยปี 2025 Monee มีฐานเงินฝากพุ่งสูงถึง 126,600 ล้านบาท เติบโต 40% จากปีก่อนหน้า
นอกจากนี้ Monee ยังพยายามขยายสินเชื่อ SPayLater ที่ใช้นอกแพลตฟอร์ม Shopee มากขึ้นด้วย โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 สินเชื่อนี้เติบโตกว่า 300% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของพอร์ตทั้งหมดแล้ว
ข้ามมาที่ คู่แข่งอันดับสองของภูมิภาคที่ชื่อว่า GrabFin อยู่ในเครือ Grab เจ้าตลาดบริการเรียกรถและส่งอาหารที่มีผู้ใช้ทำธุรกรรมกว่า 50 ล้านคนต่อเดือน และครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 60% ในทั้งสองธุรกิจหลัก
จุดที่ต่างจาก Monee คือ Grab มีโครงสร้างแยกหน่วยงานแบบชัดเจน
โดยมี GrabFin ทำหน้าที่ปล่อยกู้ให้คนขับ ร้านค้า และผู้ใช้ แล้วแยกบริการธนาคารดิจิทัลที่ได้ใบอนุญาตเต็มรูปแบบออกไปเป็นอีกบริษัทและอีกแบรนด์หนึ่งอย่างชัดเจน
แบรนด์ที่ว่าก็คือ GXS Bank ในสิงคโปร์ ที่ Grab ร่วมทุนกับ Singtel และ GX Bank ในมาเลเซีย เป็นธนาคารดิจิทัลที่มีใบอนุญาตเต็มรูปแบบ
ขณะที่มี Superbank ในอินโดนีเซีย ที่ถือหุ้นทางอ้อมสัดส่วน 38% ดูแลเงินฝากและสินเชื่อในตลาดท้องถิ่น นั้นโดยเฉพาะ
โดยปี 2025 ทั้งเครือ Grab มีพอร์ตสินเชื่อรวมราว 43,300 ล้านบาท เติบโต 120% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ส่วนเงินฝากรวมของ GXS Bank และ GX Bank ทำสถิติสูงสุดที่ 53,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 40,000 ล้านบาท เมื่อปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของลูกค้าใหม่ และการแข่งอัตราดอกเบี้ยลดลง
โดยฐานลูกค้าเงินฝากใน 3 ธนาคารของ Grab ตอนนี้อยู่ที่ 7.4 ล้านคน
ที่น่าทึ่งคือ ลูกค้าที่มาเปิดบัญชี 76% ในสิงคโปร์, 93% ในมาเลเซีย และ 60% ในอินโดนีเซีย ล้วนเป็นผู้ใช้ Grab อยู่แล้วทั้งสิ้น
นั่นแปลว่า Grab แทบไม่ต้องเสียต้นทุนหาลูกค้าใหม่เลย
ถึงแม้รายได้ธุรกิจการเงินของ Grab จะโตเฉลี่ยปีละ 76% ตั้งแต่ปี 2022 แต่ถ้าเจาะดูที่ Adjusted EBITDA หรือเงินสดที่ได้เข้ากระเป๋าจากการทำธุรกิจจริง ๆ จะพบว่า Grab ยังขาดทุนอยู่ 3,700 ล้านบาทในปี 2025 สวนทางกับ Monee ที่มีกำไรส่วนนี้ถึง 34,000 ล้านบาท
ซึ่งความแตกต่างของกำไรมาจาก 3 เหตุผลหลัก ๆ
- Monee มีแต้มต่อเรื่องเวลา เริ่มต้นก่อนนานหลายปี โดย Sea Limited เริ่มสร้างระบบ AirPay มาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อรองรับการเติมเงินในเกม Garena ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็น ShopeePay ในปี 2019 และเริ่มฝังระบบสินเชื่อ เข้าไปในขั้นตอนการชำระเงินของ Shopee ทันที
ส่วนฝั่ง Grab เพิ่งเริ่มต้นธนาคารดิจิทัล โดยเพิ่งจะได้รับใบอนุญาตธนาคารดิจิทัลในสิงคโปร์เมื่อปี 2022
ซึ่งในตอนนั้น Monee ได้สร้างพอร์ตสินเชื่อมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐครอบคลุมถึง 7 ประเทศไปเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งในตอนนั้น Monee ได้สร้างพอร์ตสินเชื่อมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐครอบคลุมถึง 7 ประเทศไปเรียบร้อยแล้ว
- ธรรมชาติของการใช้เงินต่างกัน โดย Monee ถูกออกแบบให้ฝังอยู่ใน Shopee โดยตรง ฟีเชอร์อย่าง ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (SPayLater) กระตุ้นให้คนกล้าซื้อของชิ้นใหญ่หรือราคาแพง ทำให้ Monee ฟันกำไรจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมได้มหาศาล ต่างจาก Grab ที่บริการหลักคือเรียกรถหรือสั่งอาหาร ซึ่งเป็นยอดใช้จ่ายเล็ก ๆ คนจึงไม่ค่อยมีความจำเป็นต้องกู้เงินหรือผ่อนเพื่อมาจ่าย โอกาสทำกำไรจากดอกเบี้ยในแอปจึงน้อยกว่า
- ขนาดข้อมูล Shopee ที่มีคำสั่งซื้อกว่า 13,900 ล้านครั้งต่อปี ขณะที่มูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) ของ Shopee อยู่ที่ 127,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ Grab ที่มี GMV รวมทุกธุรกิจอยู่ที่ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ต่างกันเกือบ 6 เท่า
ถึงตรงนี้ เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด ความน่าสนใจมีอยู่ 3 เรื่อง
เรื่องแรก ยิ่งมีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าละเอียดเท่าไร คุณภาพสินเชื่อก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมกันในระบบ ซึ่งตัวเลข NPL 1.1% ของ Monee บนพอร์ตขนาด 306,500 ล้านบาท ก็น่าจะเป็นสิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
เรื่องที่สอง ใบอนุญาตธนาคารดิจิทัลกลายเป็นกุญแจสำคัญของกำไรและการเติบโตในอนาคต
เพราะเมื่อมีธนาคารในมือ บริษัทจะระดมเงินฝากต้นทุนต่ำมาปล่อยกู้ได้เอง แทนที่จะต้องใช้เงินทุนของบริษัทแม่หรือกู้จากภายนอก
เพราะเมื่อมีธนาคารในมือ บริษัทจะระดมเงินฝากต้นทุนต่ำมาปล่อยกู้ได้เอง แทนที่จะต้องใช้เงินทุนของบริษัทแม่หรือกู้จากภายนอก
เรื่องที่สาม ความเสี่ยงและการกำกับดูแล ที่ต้องเผชิญกับเกณฑ์การกำกับดูแลที่เข้มงวดของธนาคารกลางในแต่ละประเทศ ซึ่งความท้าทายนี้คือ สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าผู้เล่นรายใดจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจ
กลับมาที่คำถามว่า.. แล้วใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามนี้ ?
ตัวชี้วัดของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่ใครมีผู้ใช้เยอะที่สุด แต่อยู่ที่ใครเปลี่ยนผู้ใช้เหล่านั้นให้กลายเป็นคนฝากเงินและคนกู้เงินได้เร็วที่สุด และยังต้องรักษาคุณภาพการปล่อยสินชื่อ โดยอาศัยความได้เปรียบของข้อมูลธุรกรรมต่าง ๆ ในระบบนิเวศของตัวเอง
ซึ่งสุดท้ายแล้ว การเรียกรถ ส่งอาหาร หรือช็อปปิงออนไลน์ อาจเป็นแค่ประตูบานแรกที่พาแอปเหล่านี้เข้าไปนั่งอยู่ในกระเป๋าเงินของคนหลายร้อยล้านคน
ส่วนธุรกิจที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง คือการเป็นธนาคารให้กับคนที่ไม่เคยมีบัญชีธนาคารมาก่อนในชีวิต หรือแม้แต่ขยายลูกค้าไปยังคนสามารถเข้าถึงธนาคารได้
แล้วถ้าจะหาผู้เล่นที่ทำแพลตฟอร์มออนไลน์ได้แข็งแกร่งเทียบเท่า เพื่อมาแบ่งกระเป๋าเงินของคนในภูมิภาค
การที่จะล้ม ทั้ง Grab และ Shopee ที่ได้พิสูจน์ตัวเองในสนามเหล่านี้มานาน ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไป
และนั่นก็น่าจะทำให้ทั้ง 2 รายนี้ ครองตลาดเงินกู้ออนไลน์ไปได้เช่นกัน..
--
บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
References
- เว็บไซต์บริษัท
- The Future of Southeast Asia’s Digital Financial Services ปี 2019
- เว็บไซต์บริษัท
- The Future of Southeast Asia’s Digital Financial Services ปี 2019