Finnomena เจ้าของแพลตฟอร์มซื้อขายกองทุน ยื่นไฟลิ่ง เตรียม IPO เข้าตลาดหุ้น

Finnomena เจ้าของแพลตฟอร์มซื้อขายกองทุน ยื่นไฟลิ่ง เตรียม IPO เข้าตลาดหุ้น

บริษัท ฟินโนมีนา จำกัด (มหาชน) หรือ FINNO ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน หมวดธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์
FINNO จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 300,000,838 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 15.00% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขาย มูลค่าที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 0.50 บาท
และมูลค่าตามราคาบัญชี (Book Value) อยู่ที่ 4.50 บาทต่อหุ้น คำนวณจากส่วนของผู้ถือหุ้นตามงบการเงินรวมสำหรับงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ 761.5 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นก่อนเสนอขาย 170.0 ล้านหุ้น
ซึ่งเงินที่ได้จากการระดมทุน จะนำไปใช้ขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัท และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ การเสนอขายครั้งนี้ไม่ได้เปิดให้ผู้ลงทุนรายย่อยทั่วไปจองซื้อโดยตรง แต่จะเสนอขายผ่านผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันผ่านกระบวนการสำรวจความต้องการซื้อ (Book Building)
FINNO ก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Holding Company ถือหุ้นในบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลัก 4 บริษัท และบริษัทย่อยที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจหลักอีก 1 บริษัท ได้แก่
- FINSEC หรือ บล. นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา
ธุรกิจหลักที่สร้างรายได้กว่า 90% ของกลุ่ม ให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena Funds ซึ่งลูกค้าสามารถลงทุนในกองทุนรวมกว่า 2,235 กองทุน จาก 21 บลจ.
โดย ณ 31 มีนาคม 2569 มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้คำแนะนำ (Asset Under Advisement : AuA) รวม 68,557 ล้านบาท และมีลูกค้าเปิดบัญชีแล้วกว่า 194,006 ราย
- DEFINIT ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน ให้บริการทั้งภายในกลุ่มและลูกค้าสถาบัน พร้อมผลิตภัณฑ์ DEFINIT SET Select และ DEFINIT Global Select
- BEFIN ธุรกิจฝึกอบรมด้านการลงทุนและ AI
- FINCAST ธุรกิจโฆษณาด้านการเงินและการลงทุน
- FINT พัฒนาเทคโนโลยี AI ที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการลงทุน (บริษัทย่อยที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจหลัก)
โดยกลุ่มบริษัทฯ มีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มความรู้ (Knowledge Platform) ประมาณ 0.8 ล้านราย ซึ่งช่วยเสริมการรับรู้แบรนด์และขยายฐานลูกค้า
สำหรับผลประกอบการของ FINNO
รายได้จากการให้บริการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
จาก 287.5 ล้านบาทในปี 2566
เพิ่มเป็น 438.3 ล้านบาทในปี 2567
และ 589.5 ล้านบาทในปี 2568
คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราว 43.2%
ด้านผลกำไร บริษัทพลิกจากขาดทุน 55.5 ล้านบาทในปี 2566 มาเป็นกำไรสุทธิ 41.4 ล้านบาทในปี 2567
และเพิ่มเป็น 105.0 ล้านบาทในปี 2568
ขณะที่งวด 3 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 66.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 27.3 ล้านบาท
อัตรากำไรขั้นต้น ก็ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจาก 29.5% ในปี 2566 เป็น 49.7% ในปี 2568
และ 52.4% ในไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนการประหยัดต่อขนาด เนื่องจากต้นทุนบริการบางส่วนเป็นต้นทุนคงที่
นอกจากนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569
บริษัทมีสินทรัพย์รวม 915.1 ล้านบาท
หนี้สินรวม 153.6 ล้านบาท
และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 761.5 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2 เท่า
สำหรับข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก่อน IPO ได้แก่
โอเอสวี มัลติพลาย โฮลดิ้งส์ (14.77%)
นายเจษฎา สุขทิศ (13.29%)
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ (9.25%)
บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต (8.27%)
และเมอรานติ อาเซียน โกรท ฟันด์ (7.34%)
โดยกลุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทคือผู้ถือหุ้นลำดับที่ 2, 3 และ 8
และภายหลังเสนอขาย IPO สัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมจะลดลงตามสัดส่วน และประชาชนทั่วไปจะถือหุ้นรวม 15.00%
ในไฟลิ่ง ยังระบุถึงปัจจัยความเสี่ยงสำคัญของธุรกิจ
โดยบริษัทระบุความเสี่ยงหลักไว้หลายด้าน เช่น
- ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของลูกค้า
- การแข่งขันรุนแรงในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน
- การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ด้านภาษีของกองทุนลดหย่อนภาษี (SSF, RMF, Thai ESG)
- ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและภัยไซเบอร์
- รวมถึงการที่ผลประกอบการผูกกับผลตอบแทนของกองทุนรวมที่กลุ่มบริษัทฯ เป็นนายหน้าจำหน่าย

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon