วอร์เรน บัฟเฟตต์ จีน ผู้ร่วมก่อตั้ง Oppo สู่ผู้ถือหุ้นใหญ่ Pop Mart

วอร์เรน บัฟเฟตต์ จีน ผู้ร่วมก่อตั้ง Oppo สู่ผู้ถือหุ้นใหญ่ Pop Mart

ถ้าย้อนดูเส้นทางการลงทุนของชายคนหนึ่ง จะพบว่าเขาเคยเดิมพันกับบริษัทที่เกือบล้มละลาย จนกลายเป็นหุ้นที่สร้างกำไรมหาศาล
เคยเดิมพันกับเด็กหนุ่มที่แทบไม่มีใครรู้จัก จนวันหนึ่งเด็กคนนั้นกลายเป็นมหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Pinduoduo
และถ้าย้อนกลับไปกว่า 30 ปีก่อน เขาคือคนที่วางรากฐานให้ลูกศิษย์ 2 คนไปสร้างอาณาจักรโทรศัพท์มือถือชื่อ Oppo และ vivo
วันนี้ ชายคนเดิมกำลังวางเดิมพันครั้งใหม่
กับบริษัทที่ขายตุ๊กตากล่องสุ่มหน้าตาแปลก ชื่อ Labubu จากค่าย Pop Mart
และเขาก็ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ Pop Mart รองจาก หวัง หนิง (Wang Ning) ที่เป็นผู้ก่อตั้ง
ชายคนนั้นชื่อ ต้วน หย่งผิง (Duan Yongping) นักลงทุนชาวจีนวัย 65 ปี ที่ตลาดหุ้นจีนให้ฉายาว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์แห่งจีน
แล้วอะไรทำให้ชายคนเดียวกันปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังทั้ง Oppo และ Pop Mart สองธุรกิจที่ห่างกันคนละอุตสาหกรรม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จุดร่วมของทั้งสองเรื่องไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นนิสัยเดียวที่ ต้วน หย่งผิง ทำซ้ำมาตลอดชีวิต นั่นคือการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่คนอื่นยังมองข้าม แล้ววางเดิมพันให้สุดทาง ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นหุ้นก็ตาม
ย้อนกลับไปในปี 1989 ต้วน หย่งผิง เพิ่งจบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ จาก Renmin University ในปักกิ่ง ก่อนถูกส่งไปบริหารโรงงานเล็ก ๆ ของกลุ่ม Yihua ในเมืองจงซาน มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งตอนนั้นกำลังเจอปัญหาการขาดทุน
ต้วน หย่งผิง ตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ ที่เน้นผลิตเครื่องเล่นเกมและเครื่องเพื่อการเรียนราคาประหยัดในชื่อแบรนด์ซูบอร์ (Subor)
โดยใช้กลยุทธ์ง่าย ๆ คือ ก๊อบปี้ระบบของ Nintendo Famicom และดึงเฉินหลง ดาราดังของฮ่องกงในตอนนั้นมาเป็นพรีเซนเตอร์
และภายในเวลาเพียง 6 ปี เขาพลิกโรงงานที่เคยขาดทุน ให้กลายเป็นหน่วยธุรกิจที่มียอดขายเกือบ 5,000 ล้านบาท ให้กลุ่ม Yihua ได้ในปี 1995
แต่ความสำเร็จครั้งนั้นกลับนำไปสู่จุดแตกหัก เมื่อ ต้วน หย่งผิง เสนอปรับโครงสร้างหุ้นของซูบอร์ เพื่อแบ่งผลตอบแทนให้พนักงานที่ร่วมสร้างธุรกิจมากับเขา แต่ข้อเสนอนี้บอร์ดบริหารของบริษัทไม่เอาด้วย เขาจึงตัดสินใจลาออกในปีเดียวกัน
เขาพาเฉิน หมิงหย่ง, เสิ่น เหว่ย และจิน จื้อเจียง สามคนที่เขาเชื่อใจกันมาตั้งแต่ยุคซูบอร์ ออกมาตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อ BBK Electronics
โดยแบ่งให้แต่ละคนคุมหนึ่งสายธุรกิจ ซึ่งมีทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อการศึกษา เครื่องเล่น VCD ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ
BBK เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นผู้นำตลาดเครื่องเล่น VCD ของจีนภายในไม่กี่ปี แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด คือปี 1999 เมื่อ ต้วน หย่งผิง ตัดสินใจปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ทั้งหมด
เขาแบ่งธุรกิจออกเป็นหน่วยอิสระ พร้อมลดสัดส่วนหุ้นของตัวเองลงอย่างมาก เพื่อให้ลูกศิษย์แต่ละคนได้บริหารกิจการของตัวเองเต็มตัว
ซึ่งนี่คือเดิมพันครั้งแรกในชีวิตของ ต้วน หย่งผิง ที่เขาเลือกวางไว้กับคน ไม่ใช่กับหุ้นหรือธุรกิจ
และสิ่งที่ตามมาคือ
เฉิน หมิงหย่ง ใช้เวลาต่อยอดธุรกิจ จนตั้งแบรนด์ Oppo ขึ้นในปี 2004
ส่วน เสิ่น เหว่ย แยกไปตั้งแบรนด์ vivo ในปี 2009
และแม้ ต้วน หย่งผิง จะไม่เคยกลับไปนั่งบริหารทั้งสองบริษัทอีกเลย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาก็ยังรับรู้ความเป็นไปของทั้งคู่ผ่านข่าวเหมือนคนทั่วไป ไม่ต่างจากผู้ถือหุ้นรายย่อยคนหนึ่ง
ซึ่งผลลัพธ์ของเดิมพันครั้งนั้นคือวันนี้ Oppo และ vivo กลายเป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลก ติดอันดับ 4 และ 5 ของตลาดโลกในปี 2025
นี่เป็นเพียงหลักฐานชิ้นแรกของแพตเทิร์นที่ ต้วน หย่งผิง ทำซ้ำมาตลอดชีวิต
เพราะไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ย้ายไปตั้งรกรากที่สหรัฐฯ พร้อมครอบครัว และเริ่มวางเดิมพันครั้งใหม่
ครั้งนี้ไม่ใช่กับคน แต่เป็นกับหุ้นที่ตลาดแทบไม่มีใครกล้าแตะ
ปี 2001 วิกฤติ Dot-Com ทำให้หุ้น NetEase บริษัทอินเทอร์เน็ตจีนที่จดทะเบียนใน Nasdaq ร่วงลงเหลือเพียง 0.64 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น จนถูกพักการซื้อขายชั่วคราว และติง เหลย ผู้ก่อตั้งเกือบตัดสินใจขายบริษัททิ้ง
แต่จุดนี้ คนที่ยืนอยู่ภายนอกอย่าง ต้วน หย่งผิง กลับมองต่างออกไป เขาเห็นว่า NetEase ยังมีเงินสดในมือเยอะ และมีโอกาสพลิกฟื้นได้หากหันไปทำธุรกิจเกมออนไลน์อย่างจริงจัง
ต้นปี 2002 เขาจึงทุ่มเงินกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าซื้อหุ้น NetEase ที่ราคาเฉลี่ยเพียง 0.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
ผลลัพธ์คือหลังเกม Westward Journey II ประสบความสำเร็จ ราคาหุ้น NetEase พุ่งขึ้นไปแตะ 70 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเดือนตุลาคม 2003 ทำให้ ต้วน หย่งผิง ทำกำไรจากการเดิมพันครั้งนั้นไปราว ๆ 6,000 ล้านบาท ในเวลาไม่ถึง 2 ปี
นี่คือจุดกำเนิดของฉายาวอร์เรน บัฟเฟตต์จีน เพราะเบื้องหลังการตัดสินใจ ก็มาจากปรัชญาการลงทุนแบบ Value Investing ที่เขาศรัทธาในตัว วอร์เรน บัฟเฟตต์ มาตลอด
ความศรัทธานั้นพาเขาไปไกลถึงขั้นประมูลสิทธิ์ร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ในปี 2006 ด้วยราคากว่า 20.8 ล้านบาท กลายเป็นคนจีนคนแรกที่คว้าสิทธิ์นี้มาได้
แต่สิ่งที่ทำให้มื้อกลางวันครั้งนั้นสำคัญกว่าตัวเลขค่าประมูล คือชายหนุ่มซึ่งไม่มีใครรู้จักคนหนึ่งที่ ต้วน หย่งผิง พาไปด้วย เขาชื่อ หวง เจิง นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ที่ติง เหลย แนะนำให้รู้จักตั้งแต่ปี 2002 หลังเคยช่วยแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ให้ทางออนไลน์
ซึ่ง ต้วน หย่งผิง ก็กลายเป็นพี่เลี้ยงให้ หวง เจิง นับจากวันนั้น
เขาให้คำปรึกษาเรื่องอาชีพ พาไปเปิดโลกกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ และเมื่อ หวง เจิง ก่อตั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Pinduoduo ขึ้นในปี 2015 ต้วน หย่งผิง ก็เป็นหนึ่งในนักลงทุนกลุ่มแรกที่ทุ่มเงินสนับสนุน
การเดิมพันกับคนที่เขาเคยพาไปกินมื้อเที่ยงครั้งนั้นให้ผลตอบแทนมหาศาล เมื่อ Pinduoduo เข้าจดทะเบียนใน Nasdaq ปี 2018 มูลค่าบริษัทพุ่งแตะเกือบ 1 ล้านล้านบาทตั้งแต่วันแรกที่เข้าตลาด
ส่วนหุ้นในมือของ หวง เจิง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเอง ก็มีมูลค่ากว่า 4.6 แสนล้านบาททันที
จะเห็นว่าตลอดชีวิตของ ต้วน หย่งผิง มีจังหวะเดิมพัน 2 แบบสลับกันไปมา
แบบแรกคือเดิมพันกับคนที่เขามองเห็นแวว อย่าง เฉิน หมิงหย่ง (Oppo), เสิ่น เหว่ย (vivo) และหวง เจิง (Pinduoduo)
ส่วนแบบที่สองคือเดิมพันกับหุ้นที่ตลาดยังไม่กล้าแตะ อย่าง NetEase ในวันที่แทบไม่มีใครอยากได้
ผ่านกองทุนส่วนตัวชื่อ H&H International Investment ซึ่งล่าสุดมีมูลค่าพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ ที่ต้องเปิดเผยต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (13F) อยู่ที่กว่า 672,000 ล้านบาท โดย Apple เพียงตัวเดียว ก็คิดเป็นสัดส่วนราว 37% ของทั้งพอร์ต
โดยเขาเข้าซื้อหุ้น Apple ตั้งแต่เดือนมกราคม 2011 ที่ราคา 47 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ก่อนที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เองจะเริ่มทุ่มเงินซื้อ Apple อย่างจริงจังหลายปี
หลักการของเขาชัดเจนมาตลอด นั่นคือ เดิมพันเฉพาะสิ่งที่เข้าใจจริง ๆ และไม่กระจายพอร์ตเพื่อความปลอดภัย แบบที่นักลงทุนทั่วไปทำกัน
ทีนี้มาถึงการลงทุนล่าสุด ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับเขาอย่าง Pop Mart
ทำไมชายที่ปั้น Oppo และเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์จีน มาตลอดหลายสิบปี ถึงหันมาวางเดิมพันกับ Pop Mart ?
ย้อนกลับไปช่วงที่หุ้น Pop Mart พุ่งขึ้นกว่า 350% จากจุดต่ำสุดในปี 2025 ท่ามกลางกระแสคลั่ง Labubu ทั่วโลก
ต้วน หย่งผิง กลับแสดงออกชัดเจนออกสื่อสาธารณะ ถึงขั้นเปรียบเทียบ Pop Mart กับของเล่นกระแสชั่วคราวอย่างสัตว์เลี้ยงอิเล็กทรอนิกส์และห่วงฮูลาฮูป
แต่เมื่อหุ้น Pop Mart ร่วงลงกว่าครึ่งจากจุดสูงสุด เขากลับเลือกเข้าซื้ออย่างจริงจัง ไม่ต่างจากที่เคยทำกับ NetEase ตอนแทบไม่มีใครกล้าแตะเมื่อ 20 กว่าปีก่อน
จุดที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจเกิดขึ้นหลัง Pop Mart ประกาศผลประกอบการปี 2025
- รายได้พุ่งขึ้น 184.7% แตะ 181,900 ล้านบาท
- กำไรสุทธิโต 293.3% เป็น 63,700 ล้านบาท
โดยรายได้จากต่างประเทศโตขึ้นเกือบ 3 เท่า และสัดส่วนรายได้จากตุ๊กตา Labubu ในกลุ่ม THE MONSTERS ก็ขยับขึ้นมาคิดเป็นราว 38% ของรายได้รวม
ตัวเลขเหล่านี้เองที่ดึงดูดให้ ต้วน หย่งผิง ใช้เวลาหลายวันศึกษาโมเดลธุรกิจของ Pop Mart อย่างจริงจัง ก่อนตัดสินใจเข้าซื้อ
จากนั้นเขาเริ่มสร้างสถานะในหุ้น Pop Mart ด้วยการขาย Put Options สัญญาที่ทำหน้าที่เหมือนขายประกันให้คนถือหุ้นเดิม เขารับเงินค่าพรีเมียมไปก่อน แลกกับข้อผูกมัดว่าจะซื้อหุ้นในราคาที่ตกลงไว้ หากราคาจริงร่วงลงต่ำกว่าจุดนั้นในอนาคต
หนึ่งเดือนต่อมา เขาขายหุ้นปันผลอย่าง China Shenhua Energy ที่ถือมานานทิ้งทั้งหมด แล้วโยกเงินก้อนนั้นไปเข้า Pop Mart แทน
สัดส่วนหุ้น Pop Mart ที่เขาถือขยับขึ้นแตะ 5.69% มากพอจะขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ Pop Mart รองจาก หวัง หนิง (Wang Ning) ทันที
ที่น่าสนใจคือ เขาเชื่อว่า หวัง หนิง มีความเข้าใจและแพสชันต่อผลิตภัณฑ์ไม่ต่างจากสตีฟ จอบส์ และในแง่ความเข้าใจธุรกิจ อาจเก่งกว่าด้วยซ้ำ
เขาไล่ซื้อหุ้นเพิ่มต่อเนื่องอีกหลายรอบ จนสัดส่วนการถือหุ้นขยับขึ้นเป็น 7.65%
ซึ่งทั้งหมด ชัดเจนว่า ต้วน หย่งผิง เชื่อมั่นใน Pop Mart และตัว หวัง หนิง อย่างมาก
แต่เดิมพันครั้งนี้ ก็ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย เพราะหุ้น Pop Mart ยังร่วงลงกว่าครึ่งจากจุดสูงสุดในปี 2025 แม้กำไรทั้งปีจะโตเกือบ 4 เท่า
แต่ถ้ามองจากเส้นทางที่เคยเดิมพันกับ NetEase ตอนราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ และเดิมพันกับนักศึกษาที่ไม่มีใครรู้จักที่ชื่อ หวง เจิง ที่ต่อมาได้กลายเป็นเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซจีน
การที่หุ้นตกระยะสั้นแบบนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร สำหรับชายที่ได้ฉายาว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์จีน
และเชื่อสุดใจ กับการเดิมพันใน คน และ หุ้น ที่เขาเลือกมากับมือ..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon