
รัฐมนตรีอุตสาหกรรมเกาหลีใต้เตือนว่า "จีน" คือความกังวลอันดับหนึ่ง ที่อาจทำให้ประเทศสูญเสียความเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพราะกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ ด้วยความเร็วที่เกินจินตนาการ
รัฐมนตรีอุตสาหกรรมเกาหลีใต้เตือนว่า ประเทศอาจสูญเสียความได้เปรียบด้านเซมิคอนดักเตอร์ หากรัฐบาลไม่เร่งช่วยผู้ผลิตชิปภายในประเทศเพิ่มการลงทุน
ท่ามกลางการทุ่มทรัพยากรมหาศาลของจีน เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และยกระดับการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทั่วโลกให้รุนแรงขึ้น
Kim Jung-kwan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ กล่าวในงานสัมมนาของ Kwanhun Club ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าวอาวุโสของเกาหลีใต้ ว่า
"สิ่งที่ทำให้ผมกังวลอย่างมากคือจีน"
"ความเร็วของจีนนั้นเกินกว่าจะจินตนาการได้ นั่นคือเหตุผลที่ผมรู้สึกถึงความเร่งด่วนอย่างยิ่ง"
"ความเร็วของจีนนั้นเกินกว่าจะจินตนาการได้ นั่นคือเหตุผลที่ผมรู้สึกถึงความเร่งด่วนอย่างยิ่ง"
Kim ระบุว่า ตลาดชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวไปแตะระดับราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 33 ล้านล้านบาท ก่อนสิ้นทศวรรษนี้ ทำให้ความเร็วในการลงทุนและพัฒนา กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการแข่งขัน
เขาเสริมว่า เนื่องจากลูกค้าเซมิคอนดักเตอร์แทบไม่เปลี่ยนซัปพลายเออร์ เมื่อเลือกใช้ชิปใดไปแล้ว
ดังนั้น เกาหลีใต้จึงไม่สามารถปล่อยให้ส่วนแบ่งตลาดลดลงได้ ในช่วงที่ความต้องการชิปทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น เกาหลีใต้จึงไม่สามารถปล่อยให้ส่วนแบ่งตลาดลดลงได้ ในช่วงที่ความต้องการชิปทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันเกาหลีใต้ครองส่วนแบ่งตลาดชิปหน่วยความจำโลกอยู่ที่ประมาณ 65%
Kim ยังเตือนต่อกระแสเรียกร้องให้มีการกระจายผลกำไรของอุตสาหกรรมชิปในวงกว้างขึ้น โดยเห็นว่า นโยบายควรมุ่งเน้นไปที่การเปิดทางให้บริษัทนำกำไรกลับไปลงทุนต่อ มากกว่าจะถกเถียงเรื่องวิธีแบ่งปันผลกำไรก้อนนี้
"ถ้าเราพยายามแบ่งเงินจากช่วงขาขึ้นของอุตสาหกรรมชิป เรากำลังผ่าท้องห่านที่ออกไข่เป็นทองคำตัวสุดท้ายของเกาหลีใต้"
“นี่ไม่ใช่เงินที่จะเอามาแบ่งกัน แต่เป็นเงินที่ต้องนำไปลงทุนต่อ"
Kim เปรียบเทียบเกาหลีใต้กับจีน โดยระบุว่ารัฐบาลจีน กำลังทุ่มทรัพยากรของรัฐจำนวนมหาศาลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ และยกตัวอย่าง CXMT Corp. ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของจีน ที่มีเงินลงทุนสูงกว่ารายได้ต่อปีของบริษัทเองเสียอีก
เขากล่าวว่า ผู้ผลิตชิปเกาหลีใต้ ยังมีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะขยายการลงทุนต่อไปได้ แต่รัฐบาลควรเข้าไปช่วยสนับสนุนด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบไฟฟ้าและน้ำประปา
นอกจากนี้ Kim ยังวิจารณ์แนวคิดที่จะผูกระบบจูงใจพนักงานเข้ากับกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) โดยให้เหตุผลว่า ผู้ถือหุ้นคือเจ้าของบริษัท ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นจึงควรมาก่อน
เขาเตือนว่า ไม่อยากให้แนวคิดนี้แพร่กระจายไปทั่วสังคมในวงกว้างขึ้น พร้อมระบุว่าเกาหลีใต้ กำลังหลงใหลไปกับความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรมชิปมากเกินไป และควรกลับมาคิดอย่างมีสติมากขึ้นว่า ต้องการสร้างสังคมและระบบเศรษฐกิจแบบไหนกันแน่..
"ใครจะอยากลงทุน หรือเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ที่ดำเนินธุรกิจสวนทางกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและนักลงทุน" Kim กล่าว
"ท้ายที่สุดแล้ว ผู้บริหารและพนักงานของบริษัทเองนั่นแหละ ที่จะต้องรับผลที่ตามมา"