
เกาหลีใต้ทุ่ม 82 ล้านล้าน เพิ่มกำลังการผลิตชิป แต่ทำไมโลก ยังอาจขาดแคลนชิป ไปอีก 7 ปี
เกาหลีใต้ทุ่ม 82 ล้านล้าน เพิ่มกำลังการผลิตชิป แต่ทำไมโลก ยังอาจขาดแคลนชิป ไปอีก 7 ปี /โดย ลงทุนแมน
82 ล้านล้านบาท คือตัวเลขที่รัฐบาลเกาหลีใต้ ผนึกกำลังกับสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการชิปอย่าง Samsung และ SK Group ประกาศแผนการลงทุนในประเทศครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
82 ล้านล้านบาท คือตัวเลขที่รัฐบาลเกาหลีใต้ ผนึกกำลังกับสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการชิปอย่าง Samsung และ SK Group ประกาศแผนการลงทุนในประเทศครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เทียบให้เห็นภาพมากขึ้น ตัวเลขระดับนี้เทียบเท่ากับงบประมาณของไทยทั้งประเทศ ใช้ได้เกิน 20 ปีเลยทีเดียว
ซึ่งก็เพื่อสร้างความมั่นคงให้เกาหลีใต้ กลายเป็นมหาอำนาจด้านชิปหน่วยความจำ AI ของโลกต่อไป
และดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะเข้ามาสยบวิกฤติชิปหน่วยความจำขาดแคลน และทำให้ชิปหน่วยความจำสำหรับ AI อย่าง HBM กำลังจะทะลักเข้าสู่ตลาด
แต่เมื่อเจาะเข้าไปในเม็ดเงินมหาศาลนี้ ก็ยังอาจช่วยภาวะชิปขาดแคลนเร็ว ๆ นี้ไม่ได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาราว 7 ปี ถึง 14 ปีเลยทีเดียว กว่าปัญหาการขาดแคลนชิปจะแก้ได้
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในตลาดชิปหน่วยความจำสมรรถนะสูงอย่าง HBM (High Bandwidth Memory) และ DRAM รุ่นใหม่ ๆ ที่ต้องใช้ใน AI Data Center ทั่วโลก มีผู้เล่นที่ครองตลาดนี้แบบเบ็ดเสร็จคือเกาหลีใต้ นำโดย Samsung และ SK Hynix
ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลและสองค่ายยักษ์ใหญ่ ได้เปิดเผยแผนการลงทุนฉบับเร่งด่วน โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การขยับบิ๊กโปรเจกต์ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
เริ่มจาก SK Hynix ที่ประกาศขยับแผนการสร้างนิคมเซมิคอนดักเตอร์ Yongin Cluster มูลค่าราว 13.7 ล้านล้านบาท จากเดิมที่มีกำหนดเสร็จในปี 2045 ให้เร็วขึ้นถึง 12 ปี มาจบลงในปี 2033
แถมยังเตรียมทุ่มเงินอีก 2.3 ล้านล้านบาท ขยายโรงงาน NAND ที่ Cheongju และอีก 9.2 ล้านล้านบาท ในการสร้างฐานการผลิตใหม่ทางตะวันตกเฉียงใต้
รวมแล้ว SK Hynix วางแผนการลงทุนสูงถึง 25.2 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน Samsung ก็ประกาศทุ่มเงินกว่า 46.5 ล้านล้านบาท ในพื้นที่ Pyeongtaek และ Yongin National Industrial Park
ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ถึงขั้นออกปากว่า จะช่วยเร่งรัดขั้นตอนทางกฎหมายและระบบสาธารณูปโภค เพื่อดันให้โครงการยักษ์ใหญ่ของ Samsung เสร็จเร็วขึ้น 7 ปี จากเดิมปี 2047 มาจบลงในปี 2040
และยังไม่หมดแค่นั้น Samsung ยังเตรียมอัดฉีดอีก 1.3 ล้านล้านบาท ในเขต Chungcheong เพื่อสร้างโรงงานผลิต HBM Wafer และทุ่มอีก 9.2 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในภูมิภาค Honam
หมายความว่า รวมทั้งของ SK Hynix และ Samsung แล้ว จะเป็นเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 82 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว
ซึ่งควบคู่ไปกับเป้าหมายระดับชาติของรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่ต้องการเพิ่มกำลังการผลิต DRAM ให้เป็น 2 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่า อีกไม่นานชิป AI คงจะล้นตลาด และจะถูกลง
แต่ถ้าเราเจาะเข้าไปในรายละเอียดของตัวเลขเม็ดเงินลงทุนที่น่าตื่นเต้นนี้ เราจะเริ่มเห็นรอยต่อที่ยังถมไม่หมด..
ประเด็นแรกเลยก็คือ ช่องว่างทางเวลาที่ยาวนาน
การขยับแผนเร็วขึ้น 7 ปี ถึง 12 ปี หากเป็นไปตามแผน
อีกนัยหนึ่งก็แปลว่า นับจากวันนี้ มันยังต้องใช้เวลานานอีกราว 7 ปี ถึง 14 ปี กว่าโรงงานเหล่านั้นจะสร้างเสร็จและเริ่มเดินเครื่องผลิตได้จริง
หมายความว่า ช่องว่างทางเวลาที่ยาวนานตรงนี้ อาจจะไม่ได้เห็นกำลังการผลิตใหม่นอกเหนือจากแผนเดิม โผล่ขึ้นมาป้อนตลาดเลย ทำให้แทบบรรเทาปัญหาชิปขาดแคลนไม่ได้
ประเด็นต่อมาคือ ตัวเลขเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิต DRAM เป็น 2 เท่าใน 5 ปี
คิดง่าย ๆ แบบนี้ว่า การเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเวลา 5 ปี คิดเป็นอัตราการเติบโตทบต้นเพียงแค่ราว ๆ 15% ต่อปีเท่านั้น
อัตราการเติบโตระดับนี้ถือว่าน้อยมาก ซึ่งอาจไม่เพียงพอเลย หากเทียบกับความต้องการชิป HBM ในฝั่ง AI Server ที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดอยู่ในขณะนี้
และแปลว่า เม็ดเงินและกำลังการผลิตจะค่อย ๆ ทยอยออกมาเป็นเฟส ๆ ไม่ใช่การโหมอัดกำลังการผลิตออกมาในทันที เพื่อดับไฟความต้องการชิปเร่งด่วนในปัจจุบัน
และอีกประเด็นสำคัญก็คือ เกาหลีใต้กำลังสร้างตัวสูบการใช้ชิปขึ้นมาในบ้านของตัวเอง
เพราะ SK Telecom และ Samsung SDS เตรียมสร้างโครงข่าย AI Data Center ยักษ์ใหญ่ระดับ 15GW ทั่วประเทศ
พร้อม ๆ กับที่ Samsung วางแผนสร้างสายการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ในเมือง Gumi รวมถึงการลงทุนในบรรจุภัณฑ์ชิปขั้นสูง MLCC และแบตเตอรี่รุ่นใหม่อีกมหาศาล
ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้บริโภคชิป HBM และ DRAM รายใหญ่ที่สุดของประเทศเร็ว ๆ นี้
และสิ่งที่อาจจะตามมาคือ ก่อนที่กำลังการผลิตใหม่จะเหลือส่งออกไปขายให้ตลาดโลก ชิปจำนวนมหาศาลจะถูกนำไปใช้สำหรับภายในประเทศเกาหลีใต้เองเสียก่อน
เรียกได้ว่า เป็นการบีบให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องแย่งชิงชิปที่มีอยู่อย่างจำกัดอีกด้วย
และมันหมายถึง ช่วงเวลาทองที่สร้างผลประโยชน์ให้เกาหลีใต้แบบมหาศาล เพราะอำนาจในการต่อรองและกำหนดราคา จะตกอยู่ในมือของผู้ผลิตที่มีชิปอยู่ในมือแทบเบ็ดเสร็จ
อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงความเสี่ยงที่อาจเข้ามาสั่นคลอนภาพนี้..
ล่าสุดก็ต้องเป็น CXMT (ChangXin Memory Technologies) ซึ่งถือเป็นผู้ผลิต DRAM อันดับ 1 ของจีน ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนก้าวขึ้นสู่อันดับ 4 ของโลก และเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ไม่นานมานี้
โดย CXMT มาพร้อมทั้งกลยุทธ์อัดกำลังการผลิตแบบเต็มสูบตามสไตล์จีน และล่าสุดเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตอีก 30% ภายในปีนี้ ดันกำลังการผลิตแตะ 300,000 แผ่นเวเฟอร์ต่อเดือน ซึ่งเกือบเท่ากับ Micron และคิดเป็นครึ่งหนึ่งของ Samsung แล้ว
ซึ่งโมเดลนี้ เป็นแบบเดียวกับที่เคยใช้ถล่มแผงโซลาร์เซลล์และหลอด LED มาแล้ว โดยมีรัฐบาลจีนสนับสนุนเงินทุนแบบไม่อั้น
ซึ่งโมเดลนี้ เป็นแบบเดียวกับที่เคยใช้ถล่มแผงโซลาร์เซลล์และหลอด LED มาแล้ว โดยมีรัฐบาลจีนสนับสนุนเงินทุนแบบไม่อั้น
ทั้งนี้ต้องหมายเหตุว่า CXMT ยังคงติดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง EUV ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หาก CXMT ทำสำเร็จ กำลังการผลิตมหาศาลจากจีนอาจเข้ามาปลดล็อกภาวะชิปขาดแคลนในตลาดโลกเร็วกว่าที่คิด และนั่นไม่ใช่ผลดีกับ Samsung และ SK Hynix อย่างแน่นอน
ถึงตรงนี้ สรุปแล้ว แผนลงทุนที่มีเม็ดเงินรวม 82 ล้านล้านบาทของเกาหลีใต้นั้น เป็นการวางรากฐานยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี ให้เกาหลีใต้กลายเป็นมหาอำนาจวงการชิป AI แบบครบวงจรในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
มากกว่าแค่เป็นทางออกของปัญหาชิปขาดแคลนที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ณ วันนี้แบบตรง ๆ
และนั่นก็หมายถึง โลกในวันนี้ ที่ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่ AI ต้องยอมจ่ายแพง เพื่อแย่งชิงชิปจากเกาหลีใต้ต่อไปอีกหลายปีเลยทีเดียว..
หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 โดยสังเคราะห์และวิเคราะห์จากข้อมูลสาธารณะ ซึ่งข้อมูลตัวเลขอ้างอิงจากช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2026 และอาจมีการเปลี่ยนแปลง บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน