
รู้จักบริษัทไต้หวัน ที่เกือบล้มละลาย เพราะความดื้อรั้น แต่วันนี้ธุรกิจมีมูลค่า 1.6 ล้านล้าน
รู้จักบริษัทไต้หวัน ที่เกือบล้มละลาย เพราะความดื้อรั้น แต่วันนี้ธุรกิจมีมูลค่า 1.6 ล้านล้าน /โดย ลงทุนแมน
“พวกเรามาปล่อยโฮและร้องไห้ไปด้วยกันเถอะ”
มอร์ริส จาง อัจฉริยะผู้ปลุกปั้นให้ไต้หวันผลิตชิประดับโลก พูดขึ้นเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้
“พวกเรามาปล่อยโฮและร้องไห้ไปด้วยกันเถอะ”
มอร์ริส จาง อัจฉริยะผู้ปลุกปั้นให้ไต้หวันผลิตชิประดับโลก พูดขึ้นเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้
ความพ่ายแพ้นั้น ไม่ใช่การแพ้ในสงครามการผลิตชิปขั้นสูง
มันคือความพ่ายแพ้ในการผลิตชิปหน่วยความจำ
มันคือความพ่ายแพ้ในการผลิตชิปหน่วยความจำ
เมื่อเจ้าพ่อวงการชิปไต้หวัน ยอมยกธงขาว
บริษัทไต้หวันส่วนใหญ่ จึงเชื่อที่จะทำตามหัวเรือใหญ่
แต่รู้ไหมว่า กลับมีบริษัทหนึ่ง แม้สถานการณ์ไม่เป็นใจ ก็ยังคงดื้อรั้นที่จะผลิตชิปหน่วยความจำต่อไป
บริษัทไต้หวันส่วนใหญ่ จึงเชื่อที่จะทำตามหัวเรือใหญ่
แต่รู้ไหมว่า กลับมีบริษัทหนึ่ง แม้สถานการณ์ไม่เป็นใจ ก็ยังคงดื้อรั้นที่จะผลิตชิปหน่วยความจำต่อไป
บริษัทนั้นก็คือ Nanya Technology ที่ดื้อจนตัวเองล้มลุกคลุกคลานเกือบไม่รอด
แต่ปัจจุบันกลับรอดมาได้ และเป็นหัวหอกสำคัญที่ทำให้ไต้หวันยังสามารถผลิตชิปหน่วยความจำ แย่งชิงตลาดที่เกาหลีใต้ทิ้งช่องว่างเอาไว้อยู่ในตอนนี้
บริษัทนี้ล้มลุกคลุกคลาน ดื้อรั้น ไม่ยอมแพ้ จนกลายมาเป็นหัวหอกสำคัญของไต้หวันได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แค่จุดเริ่มต้นของบริษัทนี้ก็ไม่เหมือนใครแล้ว หลายคนคงคิดว่าบริษัทนี้คงตั้งต้นจากบริษัทผลิตชิป
แต่เปล่าเลย บริษัทนี้เริ่มต้นจากบริษัทพลาสติก ที่แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับชิปเลยด้วยซ้ำ
Nanya Plastics บริษัทพลาสติกและปิโตรเคมีชื่อดังของไต้หวัน คือผู้ให้กำเนิด Nanya Technology โดยนำเทคโนโลยีการผลิตชิปหน่วยความจำ DRAM จากญี่ปุ่นเข้ามา
4 มีนาคม 1995 คือวันเกิดของ Nanya Technology บริษัทนี้ค่อย ๆ เรียนรู้เทคโนโลยีชิปหน่วยความจำ DRAM จนสามารถผลิตได้ด้วยตัวเองสำเร็จในปีถัดมา
แม้ผลิตได้สำเร็จ บริษัทก็ยังต้องเก่งขึ้นกว่านี้ แต่ในเมื่อตัวเองไม่มีความรู้มากพอ ก็ต้องหันไปจับมือกับบริษัทที่เก่งกว่า เริ่มตั้งแต่ IBM มาจนถึง Infineon จากเยอรมนี
ในช่วงเวลานี้ มอร์ริส จาง เจ้าพ่อวงการชิปไต้หวันที่ปลุกปั้น TSMC สำเร็จแล้ว กลับมองว่า ไต้หวันไม่สามารถแข่งขันในวงการชิปหน่วยความจำได้อีกต่อไป
เพราะตอนนั้น ชิปหน่วยความจำมีการแข่งขันด้านราคาที่สูงจนอาจขาดทุนได้ สู้ให้ยอมรับความพ่ายแพ้ในอุตสาหกรรมนี้เลยคงจะดีกว่า
แม้มอร์ริส จาง จะพูดแบบนั้น แต่สำหรับ Nanya แล้วกลับเดินหน้าในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป เพราะยังมีบริษัทแม่อย่าง Nanya Plastics หนุนหลังอยู่
แถมการจับมือกับ Infineon ก็ดูเหมือนจะไปได้ดี ถึงขั้นที่จัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างกัน เพื่อเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำในยุคนั้น
3 ปีถัดมาหลังจับมือกัน ในปี 2006 Infineon ตัดสินใจแยกธุรกิจผลิตชิปหน่วยความจำออกมาเป็นบริษัท Qimonda ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สงครามราคาชิปหน่วยความจำกำลังเริ่มต้นขึ้น
Qimonda เริ่มเจอปัญหาการเงินหนัก Nanya จึงต้องมองหาพันธมิตรใหม่ และคนคนนั้นก็คือ Micron จากสหรัฐฯ
ในตอนแรก ทั้งคู่ตั้งใจสร้างบริษัทร่วมทุนด้วยกัน แต่ทำไปทำมา Micron ตัดสินใจซื้อหุ้นในบริษัทร่วมทุน Qimonda จากเยอรมนีแทน
เรื่องราวก็ดูจะเป็นไปได้ดีขึ้น แต่ Nanya กำลังจะเจอศึกหนักที่มอร์ริส จาง เคยเตือนเหล่าบริษัทไต้หวันไว้ตั้งแต่แรก
ปี 2008-2012 สำหรับคนทั่วไปอาจเป็นช่วงที่ชวนให้จดจำเพราะเป็นเหตุการณ์หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ส่งผลไปทั่วโลก
แต่สำหรับบริษัทในวงการชิปหน่วยความจำแล้ว ช่วงเวลานี้ไม่ต่างอะไรกับสงครามอันดุเดือดที่จะมาทำให้หลายบริษัทล้มไม่เป็นท่า
คู่แข่งในตลาดนี้ต่างเร่งกำลังการผลิตพร้อมกัน ชิปหน่วยความจำออกสู่ตลาดเกินกว่าความต้องการ จนทำให้ราคาดิ่งลงเหวในทันที
ถ้าบริษัทนั้นมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าบริษัทไหนมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่งแค่นิดเดียวเมื่อไร จากกำไรก็จะกลายเป็นขาดทุนมหาศาล
บริษัทชิปหน่วยความจำหลายแห่งเริ่มเจ๊ง แม้แต่ Qimonda ที่เคยจับมือกับ Nanya ก็ล้มละลาย มีเพียง 3 ยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron ที่เป็นบริษัทใหญ่จนประคับประคองตัวเองให้อยู่รอดได้
สำหรับ Nanya นี่เป็นช่วงเวลาที่โลกกำลังจะลบชื่อบริษัทนี้ทิ้งไป และจารึกไว้ว่าเป็นบริษัทที่ล้มละลาย
สภาพบริษัทในปี 2012 แม้จะขายชิปหน่วยความจำได้เพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเฉลี่ยลดลง จนกดให้ขาดทุนหนักถึง 36,000 ล้านบาท
พูดง่าย ๆ ให้เห็นภาพ ตอนนั้นยิ่งตัวเองขายดี ก็ยิ่งขาดทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปัญหาคือ ถ้า Nanya ไม่ทำอะไร โลกคงต้องจารึกว่าเป็นบริษัทที่ล้มละลายแล้วแน่ ๆ
แต่ Nanya เลือกจะทำอะไรบางอย่าง แทนที่จะเลือกแข่งในสนามที่มียักษ์ใหญ่อย่าง Samsung แบบตรง ๆ เหมือนเดิม ก็หันไปแข่งในสนามที่ตัวเองพอฟัดพอเหวี่ยงดีกว่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมา Nanya เลือกขายชิปหน่วยความจำในสนามคอมพิวเตอร์ แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนมาเป็นการขายชิปหน่วยความจำในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่รองลงมาแทน
สนามนี้ก็คือ บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรทัศน์ คอนโซลเกม หรือกล้อง ซึ่งมีความหลากหลายของสินค้ามากกว่าให้ Nanya พอแทรกตัวเข้าไปได้บ้าง
แม้จะรู้ว่าตัวเองต้องไปทางไหน แต่เงินทุนก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นในการเดินหน้าต่อ
Nanya ตัดสินใจขายหุ้นในบริษัทที่ร่วมทุนกับ Micron ที่เหลือทั้งหมด จนได้เงินก้อนมาบางส่วน พร้อมเทคโนโลยีผลิตชิปหน่วยความจำบางอย่างมาด้วย
สุดท้ายสิ้นปี 2013 Nanya Technology พลิกกลับมามีกำไร 8,400 ล้านบาท จากที่เคยขาดทุนหนักในปี 2012 ถึงราว 36,000 ล้านบาท
บทเรียนจากการรอดวิกฤติได้หวุดหวิดในครั้งนี้ จนโลกไม่ต้องจารึกแล้วว่า Nanya เป็นบริษัทที่ล้มละลาย ก็ทำให้ Nanya เข้าใจแล้วว่า การพึ่งพาเทคโนโลยีจากคนอื่นเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป
ถ้าจะก้าวไปข้างหน้ามากขึ้น ตัวเองก็ต้องพัฒนาและสร้างเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมาอย่างจริงจังสักที
หลังจากนั้นเป็นต้นมา Nanya ก็เรียนรู้และสามารถสร้างเทคโนโลยีผ่านการผลิตชิปหน่วยความจำที่ซับซ้อนของตัวเองขึ้นมาเรื่อย ๆ
จนปัจจุบัน Nanya Technology สามารถผลิตชิปหน่วยความจำ DRAM ได้หลากหลาย ไล่ตั้งแต่ DDR3, DDR4 และ DDR5 ที่ใช้ในพวกคอมพิวเตอร์ประมวลผล ไปจนถึง LPDDR4 และ LPDDR5 ที่ใช้ในพวกสมาร์ตโฟน
ซึ่งปัจจุบัน ช่วงเวลาโอกาสทองของ Nanya ก็มาถึง
เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix หันไปผลิตชิปหน่วยความจำ HBM มากขึ้น
เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix หันไปผลิตชิปหน่วยความจำ HBM มากขึ้น
HBM เป็นสินค้าที่ทำกำไรได้ดีกว่า แถมยังเป็นที่ต้องการตามการเติบโตของ Data Center ทั่วโลก ซึ่งทำให้ปริมาณการผลิตชิปหน่วยความจำอื่นอย่าง DRAM ของบริษัทพวกนี้น้อยลงไปด้วย
Nanya Technology ที่ผลิตชิปหน่วยความจำในสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์อยู่แล้วก็เข้ามาแทรกส่วนแบ่งตรงนี้แทนที่ จนทำให้ผลประกอบการของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาโตระเบิดตามไปด้วย
ปี 2023
รายได้ 31,000 ล้านบาท
ขาดทุน 7,720 ล้านบาท
รายได้ 31,000 ล้านบาท
ขาดทุน 7,720 ล้านบาท
ปี 2024
รายได้ 35,400 ล้านบาท
ขาดทุน 5,270 ล้านบาท
รายได้ 35,400 ล้านบาท
ขาดทุน 5,270 ล้านบาท
ปี 2025
รายได้ 69,100 ล้านบาท
กำไร 6,860 ล้านบาท
รายได้ 69,100 ล้านบาท
กำไร 6,860 ล้านบาท
โดยในปี 2023 และ 2024 ที่กลับมาขาดทุน ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่ปี 2013 ประคองกำไรตัวเองมาได้ตลอด ก็เพราะชิปหน่วยความจำล้นตลาดใน 2 ปีนั้น จนกดให้ราคาขายต่ำลงไปด้วย
แต่พอมีความต้องการชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเพราะ Data Center และ AI ราคาชิปก็ดีดขึ้นแรง จนผลประกอบการของบริษัทโตแบบก้าวกระโดด
และไม่ใช่เฉพาะรายได้และกำไรที่โตระเบิดในปี 2025 แต่มูลค่าบริษัทจากที่เคยอยู่ราว ๆ 96,000 ล้านบาทในปี 2024
ปัจจุบัน Nanya Technology กลับมีมูลค่าบริษัทมากถึง 1,670,000 ล้านบาท เรียกได้ว่า โตขึ้นถึง 16 เท่า ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปีเท่านั้น..
เรื่องราวของ Nanya ถ้าตัดตัวเลขการเงินที่เป็นความสำเร็จสำหรับโลกการลงทุนออกไป จริง ๆ แล้ว นี่เป็นบริษัทที่สอนการใช้ชีวิตของเราได้ดีอีกเรื่องหนึ่ง
ความสำเร็จของ Nanya ปัจจุบัน ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือส้มหล่นอย่างเดียว แต่มาจากการทำตัวเองให้พร้อมรับโชคช่วยที่ไม่รู้จะมาถึงตอนไหนมากกว่า
ในปี 2012 ถ้า Nanya ยอมแพ้ไปแล้ว ช่องว่างที่ Samsung และ SK Hynix ทิ้งไว้ก็คงไม่ได้กอบโกยอะไร เพราะตัวเองไม่อยู่ให้คว้าโชคนี้แล้ว
แต่เพราะความดื้อรั้นที่จะยืนหยัดในอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำ ทำให้วันนี้ตัวเองพร้อมและคว้าโอกาสจากส้มหล่นที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ
กลับมาที่ชีวิตคนเรา จริง ๆ แล้วก็เหมือนกัน คนเราคงรอโชคชะตาหรือส้มหล่นอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีการเตรียมตัวเองอย่างดีอยู่เรื่อย ๆ ในแต่ละวัน
เราไม่มีทางรู้หรอกว่าโชคจะมาถึงเมื่อไร ถ้ามาแล้วแต่เราไม่พร้อม ก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดายไม่น้อยเลยทีเดียว
เพราะเรื่องบังเอิญไม่เคยมีอยู่ มีแต่การเตรียมพร้อมที่ดีเมื่อโชคมาถึงเท่านั้น ที่จะทำให้เรื่องบังเอิญหรือเรื่องที่ไม่คาดคิด กลายเป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้
และตอนนี้ Nanya ก็เลือกทำตัวเองให้พร้อมต่อไป ด้วยการลงทุนเอาเทคโนโลยี EUV ที่ใช้ผลิตชิปขั้นสูงมาปรับใช้กับการผลิตชิปหน่วยความจำของตัวเอง
เรียกได้ว่า เป็นการสานต่อเรื่องโชคของตัวเอง ไปพร้อมกับการทำให้ตัวเองพร้อมสำหรับโอกาสครั้งต่อไป
เพราะตัวเองยังแค่เพิ่งคว้าโอกาสช่องว่างในส่วนแบ่งตลาดชิปหน่วยความจำที่มีในตอนนี้มาได้บางส่วน จาก 1% เป็น 2% ของทั้งโลกแค่นั้น..