ทำไม พลังงานไฟฟ้า ถึงเป็นไพ่ตายของจีน ?

ทำไม พลังงานไฟฟ้า ถึงเป็นไพ่ตายของจีน ?

ทำไม พลังงานไฟฟ้า ถึงเป็นไพ่ตายของจีน ? /โดย ลงทุนแมน
เวลาพูดถึงการแข่งขันในสมรภูมิ AI หรือหุ่นยนต์ Humanoid
หลายคนมักโฟกัสไปที่เรื่องของชิปประมวลผล หรือโมเดล AI ว่าเจ้าไหนฉลาดหรือล้ำหน้ากว่ากัน
แม้ชิปและโมเดลจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่องค์ประกอบอีกอย่างที่ทำให้ AI ทำงานได้ ก็คือสิ่งที่มันกินเข้าไป
ไม่ต่างจากที่มนุษย์ต้องกินข้าว เพื่อให้มีแรงทำงาน
ซึ่งอาหารของ AI ก็คือ พลังงานไฟฟ้า นั่นเอง
สหรัฐฯ โดดเด่นเรื่องของชิป แต่เรื่องพลังงานนั้น กลับกลายเป็นไพ่ตายของคู่แข่งอย่างจีน
และทำให้คำว่า China Speed ถูกพูดถึงอีกครั้ง
เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในแวดวงวิชาการของจีน มักจะมีคำกล่าวที่ว่า สิ่งที่ชาติตะวันตกใช้เวลาพัฒนา 20 ปี จีนใช้เวลาทำให้สำเร็จได้ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น
นี่คือคำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า China Speed
แม้แต่เทคโนโลยีใหม่ ๆ และมีความซับซ้อนสูงอย่าง AI และหุ่นยนต์ Humanoid
จีนก็สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว จนกลายมาเป็นชาติแรก ๆ ที่วางตลาดหุ่นยนต์ Humanoid ให้โลกได้เห็น
แล้วอะไรทำให้จีน สามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาได้รวดเร็วขนาดนี้ ?
แน่นอนว่า China Speed เกิดขึ้นได้ ส่วนใหญ่เพราะเงินทุนที่แน่นหนา และการสนับสนุนจากภาครัฐ
แต่จริง ๆ แกนหลักของ China Speed ที่ขาดไม่ได้ ก็คือหลักคิดของคนจีนเอง และหลักคิดที่ว่านี้ก็คือ การโยนหินถามทาง
หลักคิดทั่วไปของประเทศทั่วโลก สมมติว่า ถ้าเราจะวางขายสินค้าชนิดหนึ่ง เราจะต้องมั่นใจว่าสินค้านั้น มีความพร้อม และตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมแล้ว
แต่ในมุมของคนจีนนั้นต่างออกไป เพราะจะไม่รอให้สินค้ามีความพร้อมมากขนาดนั้น แต่จะเน้นให้สินค้านั้น เข้าสู่ตลาดโดยเร็วที่สุด เพื่อนำไปทดสอบ และใช้งานในโลกความเป็นจริง
ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับของ Pony.ai ที่ทันทีเมื่อผ่านการทดสอบตามเกณฑ์แล้ว ก็ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลเมืองกว่างโจวให้นำรถลงมาวิ่งทดสอบบนถนนจริงตั้งแต่ปี 2017
นั่นหมายความว่า รถยนต์ไร้คนขับของ Pony.ai ได้มีโอกาสไปวิ่งบนถนนร่วมกับรถคันอื่น ๆ ในสภาพแวดล้อม ที่มีทั้งผู้คน มอเตอร์ไซค์ และการจราจรที่คับคั่ง
โดย Pony.ai ไม่รอความสมบูรณ์แบบ 100% ที่อยู่แค่ในห้องทดลอง ที่อาจต้องปรับจูนในพื้นที่ทดลองอีกหลายปี
ซึ่งการต้องพบเจอกับสถานการณ์จริงนั้น ทำให้ Pony.ai มีข้อมูลมหาศาลไว้ต่อยอด และปรับปรุงรถยนต์ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในรุ่นต่อไป
นอกจากเรื่องความเร็วแล้ว จีนยังสามารถกดต้นทุนการผลิตให้ถูกลงได้ด้วย จากการมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งภายในประเทศ
โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญอย่าง LiDAR, ชิปประมวลผล และคอมพิวเตอร์ จนทำให้รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ มีต้นทุนต่ำลง
ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไร้คนขับของ Pony.ai ในรุ่นแรก (Gen 1) ที่เคยมีต้นทุนสูงถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.2 ล้านบาท)
เมื่อพัฒนามาถึงรุ่นที่ 7 ต้นทุนกลับถูกลงถึง 5-6 เท่า ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 7 ปีเท่านั้น
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่ากลยุทธ์โยนหินถามทาง และการกดต้นทุน คือจิกซอว์ชิ้นสุดท้ายที่อธิบายความสำเร็จของ China Speed ได้ทั้งหมดแล้ว
ซึ่งต้องพูดตรง ๆ ว่า.. ยังไม่ใช่
แม้จะมีรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด หรือมี AI ที่ฉลาดที่สุดอยู่ในมือ
แต่ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นเพียงแค่เศษเหล็ก หรือสมองกลที่ใช้งานอะไรไม่ได้เลย หากปราศจากพลังงานไฟฟ้า
ลองนึกภาพโรงงานที่มีคนงานจำนวนมาก ซึ่งคนงานเหล่านั้น ก็จะต้องกินข้าว กินน้ำเพื่อให้มีแรงทำงาน
หากเปรียบเทียบกัน AI ก็เหมือนคนงานในโลกยุคใหม่ ที่กินพลังงานไฟฟ้าเป็นอาหาร
ยิ่ง AI ฉลาดขึ้นมากเท่าไร ยิ่งต้องพึ่งพาชิปประมวลผลที่รวดเร็วมากขึ้น นำมาซึ่งการใช้พลังงานที่สูงขึ้น
โดยที่ชิปบางตัวกินไฟมากถึง 1,000 วัตต์ หรือพูดง่าย ๆ คือ ชิปเพียงแผ่นเดียว กินไฟเท่ากับการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลัก ๆ ในบ้านรวมกัน
ยิ่งถ้ามี Data Center ขนาด 1 กิกะวัตต์ (GW) ที่ต้องใช้ชิปประมวลผลนับแสนชิ้น ก็จะกินไฟเท่ากับการใช้ไฟในบ้านเรือนมากถึง 800,000 หลังเลยทีเดียว
และเรื่องไฟฟ้านี้เอง ที่เป็นคอขวดสำคัญของชาติตะวันตก จนทำให้ประเทศไอร์แลนด์ เคยต้องแบนการสร้าง Data Center ใหม่นานถึง 4 ปี เพราะไฟฟ้าไม่เพียงพอ
หรือแม้แต่ศูนย์กลาง Data Center โลกอย่างรัฐเวอร์จิเนีย ในสหรัฐฯ ก็ยังรับมือไม่ทัน และต้องรอการต่อสายไฟนานถึง 7 ปี
ในปัจจุบัน โปรเจกต์ Data Center ทั่วโลก กำลังเผชิญกับความล่าช้า จากปัญหาเรื่องพลังงานไฟฟ้า
กลับมาที่จีน.. ทำไมพลังงานไฟฟ้า ถึงกลายเป็นไพ่ตาย ?
คำตอบคือ เพราะจีนมีการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ผ่านยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ซินซานย่าง หรือ 3 อย่างที่ใหม่
ซึ่งประกอบไปด้วย โซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
เริ่มกันที่โซลาร์เซลล์ ที่จีนใช้กลยุทธ์ Vertical Integration หรือการรวบห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำยันปลายน้ำให้มาอยู่ในที่เดียวกัน จนสามารถผลิตได้โดยใช้ต้นทุนต่ำ
นั่นทำให้จีนสามารถกดราคาแผงโซลาร์เซลล์ในตลาดโลก ให้ถูกลงเกือบ 30 เท่า ภายในระยะเวลาไม่ถึง 15 ปี
จนกลายมาเป็นผู้ผลิต และส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ ที่กินส่วนแบ่งในตลาดโลกสูงถึง 80%
ขณะที่ในฝั่งแบตเตอรี่นั้น บริษัทของจีนครองส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วกว่า 71% ของตลาดโลกในตอนนี้
ซึ่งตัวอย่างผู้เล่นที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ BYD ที่หลายคนติดภาพจำในฐานะแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว
แต่จริง ๆ จุดเริ่มต้นของ BYD มาจากการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ ก่อนที่จะค่อย ๆ พัฒนาความเชี่ยวชาญ และต่อยอดมาสู่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า
และสิ่งสุดท้ายคือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นเหมือนปลายน้ำที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังงานสะอาด สามารถนำมาใช้งานได้จริง
จะเห็นได้ว่าซินซานย่าง ทั้ง 3 นี้ ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เป็นฟันเฟืองที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน
โดยโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่ผลิตพลังงานสะอาด แบตเตอรี่คอยกักเก็บพลังงาน และ EV คือผู้นำพลังงานไปใช้
โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ยังได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญ ที่ทำให้จีนสามารถแก้ปัญหาคอขวดด้านพลังงานได้ในยุคของ AI อีกด้วย
มาถึงตรงนี้ เราคงจะเห็นชัดเจนแล้วว่า เบื้องหลัง China Speed นั้น ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องเงินทุน การสนับสนุน หรือการโยนหินถามทางไปเรื่อย ๆ
แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่ถูกวางรากฐานมาอย่างแข็งแกร่ง และสร้างมาอย่างยาวนาน
ซึ่งในสงคราม AI ที่ชาติมหาอำนาจกำลังขับเคี่ยวกันอยู่นี้ ผู้ชนะตัวจริงอาจไม่ใช่ประเทศที่มีโมเดลที่ฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว..
แต่คือประเทศที่มีเส้นเลือดใหญ่อย่างพลังงาน ที่มากพอที่จะหล่อเลี้ยง AI เหล่านั้น ได้อย่างมั่นคงและไม่มีวันดับ..
Reference :
- YouTube ลงทุนแมน : จีนกำลังชนะเกมพลังงานโลกได้อย่างไร ? | INSIGHTS ON NEW CHINA ECONOMY EP.3

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon