
สรุปวิธีอ่านคำศัพท์และตัวเลข ของ Options ทุกบรรทัด
สรุปวิธีอ่านคำศัพท์และตัวเลข ของ Options ทุกบรรทัด /โดย ลงทุนแมน
Options คือเครื่องมือทางการเงิน ที่หากเราใช้เป็นจะสร้างความได้เปรียบในการลงทุน ทั้งช่วยเพิ่มผลตอบแทนแบบทวีคูณ และบริหารความเสี่ยงในช่วงขาลงหรือวิกฤติอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การใช้ Options ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย และหากใช้แบบผิด ๆ จากลงทุนอาจกลายเป็นพนันได้เช่นกัน ซึ่งหลายครั้งทำให้คนสูญเสียเงินออมเงินลงทุนไปเกือบทั้งหมด
วันนี้ลงทุนแมนเลยจะขออธิบายคำศัพท์ที่ต้องรู้ก่อนใช้ Options เพื่อปูพื้นฐานความรู้
มีอะไรบ้าง และแต่ละตัวอ่านอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
มีอะไรบ้าง และแต่ละตัวอ่านอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
1. Call และ Put คือลักษณะการใช้สิทธิ
Call Options คือสิทธิในการ “ซื้อ” หุ้น โดยเราจะใช้ Call Options เมื่อเราคาดการณ์ว่า หุ้นจะขึ้นในอนาคต
ตัวอย่างเช่น หากเราคิดว่า ราคาของหุ้น NVIDIA จะขึ้นต่อเนื่อง ก็ไปใช้ Call Options เพื่อจะได้เรียกใช้สิทธิในการซื้อหุ้นในอนาคตด้วยราคาปัจจุบันที่ถูกล็อกไว้หน้าสัญญา (Strike Price) หรือเพิ่มผลตอบแทนแบบทวีคูณ (Leverage)
Put Options คือสิทธิในการ “ขาย” หุ้น โดยเราจะใช้ Put Options เมื่อเราคาดการณ์ว่า หุ้นจะลงในอนาคต
ตัวอย่างเช่น หากเราคิดว่า ราคาของหุ้น NVIDIA จะลดลง ก็ไปใช้ Put Options เพื่อจะได้ทำกำไรจากราคาหุ้นที่ลดลง หรือใช้สิทธิในการขายหุ้นในราคาที่ล็อกไว้แล้ว หากเรามีหุ้น NVIDIA อยู่ในพอร์ต
2. วันที่โชว์คือ Expiration Date หรือวันหมดอายุ
ความหมายตรงตัวคือ เป็นวันสุดท้ายที่สามารถใช้สิทธิ Options ได้
ถ้าเราถือ Options เลยวันนี้ Options จะมีมูลค่าเหลือ 0 เพราะมันไม่สามารถใช้สิทธิในการซื้อหรือขายหุ้นที่อ้างอิงได้แล้ว ไม่เหมือนกับหุ้นที่เราสามารถถือได้เรื่อย ๆ จนกว่าบริษัทจะล้มละลายหรือออกจากตลาด
จากตัวอย่างคือ วันที่ 21 ส.ค. จะเป็นวันสุดท้ายที่สามารถใช้สิทธิ Call Options ของ NVIDIA ได้นั่นเอง
3. เลขตัวหลังคำว่า Call คือ Strike Price หรือราคาใช้สิทธิ
เป็นราคาที่ตกลงไว้ล่วงหน้าใน Options ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ซื้อ Call Options มีสิทธิที่จะซื้อ
หรือผู้ซื้อ Put Options มีสิทธิที่จะขายในหุ้นที่อ้างอิง
หรือผู้ซื้อ Put Options มีสิทธิที่จะขายในหุ้นที่อ้างอิง
จากตัวอย่าง ถ้าเราซื้อ Call Options ของ NVIDIA ที่ Strike Price = 217.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
แล้วต่อมาราคาหุ้น NVIDIA อยู่ที่ 230 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น เราสามารถใช้สิทธิซื้อหุ้น NVIDIA ที่ 217.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
กลับกันถ้าเราซื้อ Put Options ของ NVIDIA ที่ Strike Price = 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
ถ้าต่อมาราคาหุ้น NVIDIA มาอยู่ที่ 190 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หากเรามีหุ้น NVIDIA ในพอร์ต สามารถใช้สิทธิขายหุ้น NVIDIA ที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
ถ้าต่อมาราคาหุ้น NVIDIA มาอยู่ที่ 190 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หากเรามีหุ้น NVIDIA ในพอร์ต สามารถใช้สิทธิขายหุ้น NVIDIA ที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
4. Premium หรือราคา Options
คือจำนวนเงินที่ผู้ซื้อ Options จะต้องจ่ายให้แก่ผู้ขาย เพื่อให้ได้สิทธิของ Options นั้น ๆ
ซึ่งตัวเลข 7.97 ดอลลาร์สหรัฐ คือราคา Options นั่นเอง
แต่ขนาด Options 1 สัญญา เท่ากับ 100 หุ้น ดังนั้นเงินที่เราจ่ายเพื่อซื้อ 1 สัญญา = 7.97 x 100 = 797 ดอลลาร์สหรัฐ
และถ้าถามว่าราคา Options กำหนดจากปัจจัยอะไร ก็ต้องบอกว่ามีที่มาจาก 2 ส่วนคือ
1) Intrinsic Value คือมูลค่าที่แท้จริง หรือพูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราใช้สิทธิ ณ ตอนนั้น จะได้กำไรเท่าไร
โดย Intrinsic Value ของ Call Options = ราคาหุ้นปัจจุบัน - Strike Price
หรือพูดง่าย ๆ ว่า คือส่วนต่างระหว่างราคาหุ้นกับราคาใช้สิทธิ
ซึ่งถ้าใช้สิทธิแล้วมีกำไร จะเรียกว่า In the Money
กลับกันถ้าใช้สิทธิแล้วไม่มีกำไร จะเรียกว่า Out of the Money และหมายความว่า Intrinsic Value = 0 นั่นเอง
กลับกันถ้าใช้สิทธิแล้วไม่มีกำไร จะเรียกว่า Out of the Money และหมายความว่า Intrinsic Value = 0 นั่นเอง
ส่วน Put Options = Strike Price - ราคาหุ้นปัจจุบัน
แต่สาเหตุที่เราเห็น Options หลายตัวมีมูลค่า แม้ว่า Intrinsic Value = 0 ก็มาจากปัจจัยข้อต่อไป
2) Extrinsic Value คือมูลค่าที่เกิดจากเวลา และความไม่แน่นอน
การที่ Options อยู่ในภาวะ Out of the Money แต่ยังมีมูลค่า ก็เพราะมาจากส่วนนี้นี่เอง ที่นักลงทุนยังคาดหวังว่า ราคาหุ้นจะสามารถไปถึงจุดที่ใช้สิทธิแล้วมีกำไรได้ในอนาคต
ดังนั้นยิ่งระยะเวลาการใช้สิทธินาน มูลค่า Options จะยิ่งมาก
ตัวอย่าง Call Options ของ NVIDIA ที่ราคาใช้สิทธิ 190.00 ดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูล ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2568)
- Options ที่วันหมดสิทธิใช้ 17 ตุลาคม 2568 มีราคาอยู่ที่ 3.19 ดอลลาร์สหรัฐ
- Options ที่วันหมดสิทธิใช้ 14 พฤศจิกายน 2568 มีราคาอยู่ที่ 7.90 ดอลลาร์สหรัฐ
- Options ที่วันหมดสิทธิใช้ 17 ตุลาคม 2568 มีราคาอยู่ที่ 3.19 ดอลลาร์สหรัฐ
- Options ที่วันหมดสิทธิใช้ 14 พฤศจิกายน 2568 มีราคาอยู่ที่ 7.90 ดอลลาร์สหรัฐ
จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 ตัวแม้จะอิงหุ้นตัวเดียวกัน และมีราคาใช้สิทธิเท่ากัน แต่ตัวที่วันหมดสิทธิใช้อยู่ไกลกว่า จะมีราคา Options ที่สูงกว่า
5. Breakeven คือจุดที่บอกว่า หุ้นต้องมีราคาเท่าไร ถ้าเราใช้สิทธิของ Options ถึงจะคุ้มทุนหรือเริ่มมีกำไรแล้ว
วิธีคำนวณ
- Breakeven ของ Call Options = Strike Price + ราคา Options
- Breakeven ของ Put Options = Strike Price - ราคา Options
- Breakeven ของ Call Options = Strike Price + ราคา Options
- Breakeven ของ Put Options = Strike Price - ราคา Options
Call Options ของ NVIDIA มี
- ราคาใช้สิทธิ หรือ Strike Price ที่ 217.5 ดอลลาร์สหรัฐ
- ราคา Options 7.97 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
- ราคาใช้สิทธิ หรือ Strike Price ที่ 217.5 ดอลลาร์สหรัฐ
- ราคา Options 7.97 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
ดังนั้น Breakeven ของ Call Options = 217.5 + 7.97 = 225.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ซึ่งจะเท่ากับตัวเลขในตัวอย่าง
กลับกันสำหรับ Put Options
สมมติว่า Put Options ของหุ้น A มี
- ราคาใช้สิทธิ หรือ Strike Price ที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
- ราคา Options 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
- ราคาใช้สิทธิ หรือ Strike Price ที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
- ราคา Options 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
ดังนั้น Breakeven ของ Put Options = 10 - 1 = 9 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
6. Implied Volatility (IV) คือค่าที่บอกว่า ตลาดคาดว่าหุ้นจะเหวี่ยงแรงแค่ไหน
หรือก็คือความผันผวนนั่นเอง
ซึ่งความผันผวน กับราคา Options มักไปในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งความผันผวน กับราคา Options มักไปในทิศทางเดียวกัน
ยิ่ง IV สูง แสดงว่าตลาดคาดว่า หุ้นจะผันผวนมาก ราคา Options จึงแพง
กลับกันยิ่ง IV ต่ำ แสดงว่าตลาดคาดว่า หุ้นจะผันผวนน้อย ราคา Options จึงถูก
กลับกันยิ่ง IV ต่ำ แสดงว่าตลาดคาดว่า หุ้นจะผันผวนน้อย ราคา Options จึงถูก
จากตัวอย่าง Options มี Implied Volatility อยู่ที่ 37.47% ถ้าสมมติว่าหุ้น NVIDIA กำลังซื้อขายอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ นั่นหมายความว่า หุ้นมีโอกาสที่จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 62.53 ดอลลาร์สหรัฐ ถึง 137.47 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ Options จะหมดอายุ
ตัวอย่างสถานการณ์ที่จะทำให้ IV สูง เช่น หุ้นกำลังจะประกาศผลประกอบการ หรือหุ้นกำลังเจอกับข่าวบางอย่างที่ส่งผลต่อธุรกิจ รวมถึงขนาดหุ้นก็ส่งผลต่อ IV ได้เช่นกัน
7. Volume คือจำนวนสัญญา Options ที่ถูกซื้อขายในวันนั้น ๆ
โดย Volume จะรีเซตใหม่ทุกวัน ดังนั้นจึงบอกได้ว่าในวันนั้น Options ตัวนั้นมีคนซื้อขายเยอะหรือไม่
เช่น Call Options ของ NVIDIA ที่ Strike Price 217.5 ดอลลาร์สหรัฐ มี Volume = 2,945 แสดงว่าวันนั้นมีคนซื้อขาย Options 2,945 สัญญา
8. Open Interest คือจำนวนสัญญา Options ทั้งหมดที่ยังคงเปิดสถานะค้างอยู่
ซึ่งบอกถึงความนิยมของสัญญานั้น จะไม่รีเซตในแต่ละวันเหมือนกับ Volume แต่เป็นการนับสะสม
เช่น Call Options ของ NVIDIA ที่ Strike Price 217.5 ดอลลาร์สหรัฐ มี Open Interest = 4,065 แสดงว่ายังมีคนถือสัญญานี้ค้างอยู่รวม 4,065 สัญญา
9. Delta ใช้ดูว่าราคา Options จะขยับขึ้นหรือลงเท่าไร เมื่อเทียบกับการขยับตัวของหุ้นที่อ้างอิง 1 หน่วย
โดยค่า Delta เป็นบวก หมายถึง มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับสินค้าอ้างอิง
แต่ถ้าค่าเป็นลบ หมายถึง มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกัน
แต่ถ้าค่าเป็นลบ หมายถึง มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกัน
- Call Options อยู่ระหว่าง 0 ถึง 1
- Put Options อยู่ระหว่าง -1 ถึง 0
- Put Options อยู่ระหว่าง -1 ถึง 0
จากตัวอย่างเช่น Call Options ของ NVIDIA ที่ Strike Price 217.5 ดอลลาร์สหรัฐ มี Delta = 0.57
นั่นหมายความว่า ถ้าราคาหุ้น NVIDIA ขยับขึ้น 1 ดอลลาร์สหรัฐ ราคา Options ของ NVIDIA จะขยับตามประมาณ 0.57 ดอลลาร์สหรัฐ
10. Theta คือค่าที่บอกว่า Options จะลดมูลค่าไปเท่าไร เมื่อเวลาผ่านไป 1 วัน
ทุกวันใกล้หมดอายุ Options จะค่อย ๆ เสื่อมราคา เพราะโอกาสใช้สิทธิเริ่มน้อยลง ดังนั้นคนซื้อ Options จะกลัว Theta แต่คนขาย Options จะชอบ
โดย Theta จะไม่ได้เท่ากันทุกวัน แต่ค่ามันจะค่อย ๆ เพิ่มเมื่อ Options ยิ่งใกล้หมดอายุ นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมราคา Options ถึงลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อใกล้วันหมดอายุ
จากตัวอย่างเช่น Call Options ของ NVIDIA ที่ Strike Price 217.5 ดอลลาร์สหรัฐ มี Theta = -0.2274 แปลว่า ราคาของ Options จะลดลงประมาณ 0.2274 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเวลาผ่านไป 1 วัน
11. ส่วน ITM และ OTM คือสถานะที่บอกว่า ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ในจุดที่ควรใช้สิทธิหรือไม่
ITM หรือ In the Money คือ Options ที่ราคาของสินทรัพย์อ้างอิงอยู่ในระดับราคาที่สามารถใช้สิทธิได้ทันที ทำให้ราคาของ Options จะมีราคาที่สูง
OTM หรือ Out of the Money คือ Options ที่ราคาของสินทรัพย์อ้างอิงอยู่ในระดับราคาที่ยังไม่สามารถใช้สิทธิ ดังนั้นราคาของ Options จะมีราคาต่ำ
และทั้งหมดนี้ก็คือคำศัพท์และตัวเลข ที่คนจะใช้ Options จำเป็นต้องรู้จัก
ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจวางเงินลงไปในสัญญา Options ครั้งต่อไป การสละเวลาทำความเข้าใจและตีความตัวเลขเหล่านี้ให้ขาด ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าการลงทุนจริง ๆ ไม่ใช่แค่การเสี่ยงโชค..