
ทำไม เรารีบขายหุ้นกำไร แต่ทนถือหุ้นขาดทุนได้ ?
ทำไม เรารีบขายหุ้นกำไร แต่ทนถือหุ้นขาดทุนได้ ? /โดย ลงทุนแมน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนหลายคน
หุ้นตัวหนึ่งกำไร 10% เริ่มกลัวว่ามันจะตก จนอยากรีบขาย
แต่หุ้นอีกตัวที่ขาดทุน -30% -40% -50% กลับบอกตัวเองว่า ถือไปก่อน เดี๋ยวมันก็คงกลับมา
พฤติกรรมลักษณะนี้ เกิดจากอคติการลงทุนที่เรียกว่า Disposition Effect
Disposition Effect เกิดจากอะไร ?
แล้วเราจะรับมืออคติการลงทุนนี้ ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แล้วเราจะรับมืออคติการลงทุนนี้ ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
Disposition Effect ถูกนิยามขึ้นครั้งแรกในปี 1985 โดยสองนักเศรษฐศาสตร์ คุณ Hersh Shefrin และคุณ Meir Statman
โดยอธิบายถึง ความคิดของนักลงทุนที่มักขายสินทรัพย์ที่มีกำไรเร็วเกินไป แต่กลับถือสินทรัพย์ที่ขาดทุนนานเกินไป
พูดง่าย ๆ คือ เวลาเราชนะ เราอยากรีบปิดเกม แต่เวลาเราแพ้ เรากลับไม่อยากยอมรับว่าเกมนั้นแพ้ไปแล้ว
แนวคิดนี้คล้ายกับสิ่งที่คุณ Peter Lynch นักลงทุนและอดีตผู้จัดการกองทุนระดับตำนาน เคยพูดไว้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะถอนดอกไม้ แต่กลับไปรดน้ำวัชพืช
ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึง การขายหุ้นที่กำลังไปได้ดีออกไป แต่กลับเก็บหุ้นที่กำลังมีปัญหาเอาไว้
คำถามคือ ทำไมนักลงทุนถึงชอบทำแบบนั้น ?
เหตุผลแรก มนุษย์นั้นมักมอง กำไรและขาดทุนเทียบกับจุดอ้างอิงบางอย่าง
สำหรับนักลงทุน จุดอ้างอิงที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือ ราคาที่เราซื้อมา นั่นเอง
สมมติเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ 100 บาท ถ้าหุ้นขึ้นไป 120 บาท เราอาจเริ่มคิดว่า ขายตอนนี้ อย่างน้อยก็ได้กำไร 20 บาท
เพราะกลัวกำไรที่เห็นอยู่ตรงหน้าจะหายไป
แต่ถ้าหุ้นตกเหลือ 80 บาท ความคิดในหัวอาจเปลี่ยนเป็นยังไม่ขาย รอมันกลับมา 100 บาทก่อน
เพราะทันทีที่กดขาย การขาดทุนที่อยู่บนหน้าจอจะกลายเป็นผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง
ปัญหาก็คือ ตลาดหุ้นไม่ได้สนใจว่า ต้นทุนของเราเป็นเท่าไร
ราคาหุ้นในอนาคตจะขึ้นหรือลง ขึ้นอยู่กับข้อมูลใหม่ ผลประกอบการ ความสามารถในการแข่งขัน แนวโน้มธุรกิจ มูลค่าที่ตลาดให้ และปัจจัยอื่นอีกมากมาย
เมื่อสมมติฐานที่เคยใช้ตอนซื้อไม่เป็นจริงแล้ว ธุรกิจแย่ลง ความได้เปรียบในการแข่งขันลดลง หรือมูลค่าปัจจุบันไม่สมเหตุสมผล
การถือหุ้นเพื่อต้องการรอให้กลับมาเท่าทุน นั่นหมายถึง การปล่อยให้ราคาต้นทุน มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากเกินไป
อีกเหตุผลหนึ่งคือ มนุษย์กลัวความเจ็บปวด
การขายหุ้นกำไร ทำให้เรารู้สึกว่าการตัดสินใจที่ผ่านมานั้นถูกต้อง
แต่การขายหุ้นขาดทุน เท่ากับเราต้องยอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนั้นอาจผิด
ซึ่งการไม่ขายนั้น ก็เหมือนเป็นการช่วยเลื่อนช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดพลาดออกไป
และถ้าเราปล่อยให้พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ก็เป็นการทำลายพอร์ตการลงทุนโดยที่เราไม่รู้ตัว
เพราะหุ้นที่ขึ้นและพื้นฐานยังดี ถูกขายออกไป ส่วนหุ้นที่ลงกลับถูกเก็บเอาไว้ และทำให้การใช้เหตุผลในการลงทุนเริ่มหายไปอีกด้วย
สุดท้ายพอร์ตการลงทุนของเรา อาจเป็นเหมือนสวนที่ เด็ดดอกไม้สวยออกทีละต้น แต่เก็บวัชพืชเอาไว้
นอกจากนั้น ยังมีต้นทุนค่าเสียโอกาส หรือ Opportunity Cost เพราะแทนที่จะนำเงินทุนที่จมอยู่กับหุ้นขาดทุนไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นที่มีโอกาสเติบโตได้ดีกว่า แต่กลับทำไม่ได้
แล้วมีวิธีไหนบ้าง ที่จะใช้รับมือกับ Disposition Effect ?
ด้วยความที่นักลงทุนแต่ละคนใช้กลยุทธ์ไม่เหมือนกัน
สำหรับนักลงทุนสาย Technical การกำหนด Stop Loss อาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบตั้งแต่แรก
แต่สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนจากปัจจัยพื้นฐาน ราคาที่ลดลงเพียงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าสมมติฐานการลงทุนผิดทันที
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องกำหนดเหตุผลที่จะขายเอาไว้ตั้งแต่ก่อนซื้อ
อย่างเช่น ธุรกิจโตต่ำกว่าสมมติฐาน ความได้เปรียบในการแข่งขันหายไป หรือราคาหุ้นแพงเกินมูลค่าที่ประเมินไว้มากแล้ว
เมื่อเหตุผลที่ใช้ซื้อเปลี่ยนไปแล้ว
เราก็ควรประเมินการลงทุนใหม่ โดยไม่สนใจว่าตอนนั้นตัวเลขกำไรและขาดทุนบนหน้าจอเป็นเท่าไร
ในทางกลับกัน ถ้าธุรกิจยังดำเนินไปตามเหตุผลที่ใช้ซื้อ เดิม และมีโอกาสเติบโตอีกมาก การขายเพียงเพราะกำไรเยอะแล้ว กลัวกำไรหาย ก็อาจเป็น Disposition Effect ในอีกด้านหนึ่งเช่นกัน
ถึงตรงนี้จะเห็นว่า จริง ๆ แล้วปัญหาคือ การใช้กำไรหรือขาดทุนของตัวเอง เป็นเหตุผลในการขาย แทนที่จะใช้ อนาคตของธุรกิจและมูลค่าของหุ้น เป็นเหตุผลในการตัดสินใจนั่นเอง
และสุดท้ายแล้ว มันขึ้นอยู่กับว่า เรากล้ายอมรับเร็วแค่ไหน เมื่อเราตัดสินใจการลงทุนผิด และเมื่อเรายังคิดถูก เราอดทนพอที่จะไม่รีบเด็ดดอกไม้ทิ้งหรือไม่..