นักลงทุนสหรัฐฯ ซื้อไอเดีย "เป็นกลาง" ของไทย ไม่เลือกข้างสหรัฐฯ-จีน สนใจลงทุนไทย โดยเฉพาะ Data Center

นักลงทุนสหรัฐฯ ซื้อไอเดีย "เป็นกลาง" ของไทย ไม่เลือกข้างสหรัฐฯ-จีน สนใจลงทุนไทย โดยเฉพาะ Data Center

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น
จัดกิจกรรมโรดโชว์พบนักลงทุนที่ Bank of America นครนิวยอร์ก โดยมีนางอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น เป็นเจ้าภาพ พบนักลงทุนสถาบันระดับโลกกว่า 25 ราย เช่น BlackRock, Blackstone, Citadel และ Fidelity

หลังจากหารือกับนักลงทุนชั้นนำของโลกแล้ว
ศุภจีเปิดเผยว่า นักลงทุนต้องการทำความเข้าใจนโยบายไทย เพราะเห็นโอกาสจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทย, อันดับเครดิตที่ได้รับการอัปเกรด และดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดีขึ้น
ประเด็นที่นักลงทุนถามมากคือ จุดยืนของไทยต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ซึ่งไทยชี้แจงว่ายึดนโยบายรักษาสมดุล และเน้นประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่เลือกข้างและพร้อมทำงานร่วมกับทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้นายกฯ ยังนำเสนอเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นโยบายเทคโนโลยีและดิจิทัล และความมั่นคงทางอาหาร
นายไชยชนก เล่าว่า เมื่อไทยยืนยันความเป็นกลาง นักลงทุนตอบรับดีและตื่นเต้นที่จะลงทุนในไทย โดยเฉพาะเรื่อง Data Center ซึ่งไทยชี้แจงตรงไปตรงมาว่า ไม่ได้มองหานักลงทุนแบบลงทุนครั้งเดียวจบ (One-time Investment) แต่ต้องการพันธมิตรระยะยาวที่มาสร้าง Ecosystem ร่วมกัน
แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นจากเงื่อนไขด้านพลังงานสะอาด การทำ Water Positive การถ่ายทอดเทคโนโลยี ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย และการสนับสนุน Computing Power แต่นักลงทุนไม่ได้ลดละความสนใจ
สะท้อนว่าไทยมีความน่าลงทุนสูง และพร้อมเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของอาเซียน
เมื่อนักลงทุนถามเรื่องโครงสร้างหนี้และความเสี่ยงที่จะเกินเพดานหนี้สาธารณะ นายกฯ ชี้แจงว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลัง และหนี้ยังอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนด นักลงทุนรับฟังแล้วพึงพอใจ
ศุภจีระบุว่า โดยรวมนักลงทุนไม่ได้กังวล เพียงต้องการทำความเข้าใจนโยบายให้ชัดเจนขึ้น
ส่วนไชยชนกเสริมว่า นักลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีมีข้อกังวลเล็กน้อยเรื่องสังคมสูงวัยของไทย ซึ่งนายกฯ อธิบายว่า ปัจจุบันไทยมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่
โดยเด็กเกิดใหม่ยังไม่ถึง 200,000 คนต่อปี ทำให้กำลังแรงงานจะลดลงแน่นอน แต่นี่กลับกลายเป็นคำตอบว่าไทยจำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยี ซึ่งสร้างดีมานด์ด้านเทคโนโลยีขึ้นมา ทำให้นักลงทุนสาย Tech ยิ่งมั่นใจ
ศุภจีสรุปว่า สิ่งที่เคยเป็นความกังวลของนักลงทุน กลับกลายเป็นโอกาสในการดึงดูดความสนใจให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น
เมื่อถามว่านักลงทุนสถาบันต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอะไรเป็นพิเศษไหม
ศุภจีตอบว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือความชัดเจน ซึ่งฝ่ายไทยชี้แจงขั้นตอน กระบวนการ และทิศทางนโยบายไปแล้ว
ส่วนสัดส่วนเม็ดเงินลงทุนจากสหรัฐฯ ในไทย ยังไม่มีตัวเลขสถิติที่แน่นอน แต่เม็ดเงินที่เข้ามามีจำนวนมาก และมีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
นอกจากนี้ ศุภจีเล่าว่า PIMCO บริษัทจัดการลงทุนและตราสารหนี้ระดับโลก ได้ขอเข้าพบแบบ Special Group เนื่องจากเป็นกองทุนที่บริหารเงินจำนวนมาก และกำลังมองหาพื้นที่ลงทุนใน Data Center และ Infrastructure Fund หลายตัว
"คำแรกที่นักลงทุนบอกเลยคือ ยินดีด้วยที่ประเทศไทยในตอนนี้ดูดีมาก" ศุภจีอ้างคำพูดของนักลงทุน ซึ่งให้เหตุผลว่าไทยเพิ่งได้รับการอัปเกรดอันดับความน่าเชื่อถือ ตัวเลขดัชนีต่าง ๆ ดูดี และนโยบายการคลังแข็งแกร่ง
ศุภจีระบุว่า การเข้าพบนายกฯ ช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนกลุ่มนี้เตรียมศึกษาช่องทางขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม เนื่องจากพวกเขาลงทุนในสหรัฐฯ ไว้มากแล้ว จน Capacity เริ่มถึงเพดาน จึงต้องหาตลาดใหม่ และไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สนใจ
ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่นักลงทุนสนใจอยากลงทุนที่ไทย เพราะ Data Center ในฝั่งตะวันตกและสหรัฐฯ เจอข้อจำกัดทางสังคมและการเมือง รวมถึงแรงต้านทางสังคม นักลงทุนจึงต้องการขยายออกมา
โดยจุดแข็งของไทยคือ การเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (Heart of ASEAN) ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การคมนาคม และโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หากตั้ง Data Center ในไทย ค่าความหน่วง (Latency) จะต่ำมาก ครอบคลุมตลาดทั้งภูมิภาคได้
อย่างไรก็ตาม แม้โครงสร้างพื้นฐานและพลังงานของไทยจะพร้อม แต่ทรัพยากรมีจำกัด
นายกฯ จึงมอบนโยบายให้จัดวางโครงสร้างและกำหนดข้อกำหนดให้ชัดเจนก่อน
"วันนี้เราหล่อเลือกได้" ไชยชนกกล่าวว่า วันนี้ไทยอยู่ในสถานะที่เลือกนักลงทุนได้
ส่วนศุภจีขยายความว่า ไทยควรเลือก Data Center ที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศจริง มากกว่าปล่อยให้นักลงทุนมาใช้ทรัพยากร และทำเลเชิงยุทธศาสตร์ของไทยอยู่ฝ่ายเดียว
เพราะการเข้ามาลงทุนในไทยไม่ใช่แค่การเข้าถึงตลาดประชากร 70 ล้านคน แต่คือการเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรสูงประมาณ 700 ล้านคน เนื่องจากโครงข่ายของไทยเชื่อมต่อทั่วอาเซียนจริง ไทยจึงต้องกำหนดเงื่อนไขการลงทุนให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดแก่ประเทศไทย
สรุปแล้ว Data Center ที่เคยเป็นแค่เรื่องของที่ดินและไฟฟ้า วันนี้กลายเป็นไพ่ต่อรอง ที่ไทยใช้เลือกพันธมิตรแทนที่จะรอให้ใครมาเลือก..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon