มูลนิธิโปร่งใส ข้อมูลเปิดเผยสาธารณะ ตรวจสอบได้ สิงคโปร์ ทำได้อย่างไร ?

มูลนิธิโปร่งใส ข้อมูลเปิดเผยสาธารณะ ตรวจสอบได้ สิงคโปร์ ทำได้อย่างไร ?

ถ้าเราบริจาคเงินให้มูลนิธิแห่งหนึ่ง
เคยสงสัยไหมว่า เงินที่เราบริจาคไปจะถูกนำไปใช้อย่างที่บอกจริงหรือไม่ ?
ถ้าเป็นในไทย เราอาจต้องเชื่อชื่อเสียงของผู้ก่อตั้ง
เชื่อคำชี้แจงของมูลนิธิ
หรือรอให้เกิดเหตุผิดปกติขึ้นก่อน จึงเริ่มมีการตรวจสอบเส้นทางเงิน
แต่สำหรับสิงคโปร์แล้ว ข้อมูลรายงานทางการเงิน สามารถเข้าไปตรวจสอบได้เลยบนเว็บไซต์
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วมูลนิธิในไทย มีเกณฑ์กำกับดูแลอะไรไหม และความต่างระหว่างไทย กับ สิงคโปร์ คืออะไร ? 
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เงินของมูลนิธิ มีโครงสร้างการตรวจสอบดูแลอย่างไร ?
สำหรับไทย ก็จะมีนายทะเบียนมูลนิธิ คอยดูแลเรื่องนี้เป็นหลัก แบ่งเป็น
- ปลัดกระทรวงมหาดไทย คอยดูแลมูลนิธิในกรุงเทพฯ 
- ผู้ว่าราชการจังหวัด คอยดูแลมูลนิธิในจังหวัดอื่น
โดยมูลนิธิจะต้องส่งรายงานการดำเนินกิจการในแต่ละปีให้กับนายทะเบียนมูลนิธิ ตั้งแต่ บัญชีรายได้-รายจ่าย
สำเนางบดุลที่มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรอง ไปจนถึงรายงานการประชุมคณะกรรมการทุกครั้งในปีที่ผ่านมา
และนายทะเบียนจะมีสิทธิ์ตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ได้ ตั้งแต่ เรียกกรรมการมาชี้แจง เรียกดูสมุดบัญชี เรียกดูเอกสาร หรือส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสำนักงานของมูลนิธิ
หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือ มูลนิธิในไทย คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเป็นหลัก ก็คือ นายทะเบียนมูลนิธิของแต่ละจังหวัด
สำหรับสิงคโปร์ จะมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะชื่อว่า Commissioner of Charities (COC)
และจะมีหน่วยงานรัฐ ช่วยกำกับดูแลอีกชั้น ตามประเภทของมูลนิธิ อย่างเช่น 
- ถ้าเป็นมูลนิธิเพื่อการศึกษา ก็จะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ
- ถ้าเป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสังคม ก็จะเป็น กระทรวงพัฒนาสังคมและครอบครัว
หรือสรุปก็คือ สิงคโปร์มีทั้งหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับด้านนี้เป็นหลัก และหน่วยงานเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านคอยดูแลอีกชั้น
มาถึงตรงนี้ก็สรุปได้ว่า
ในไทยจะเป็นนายทะเบียนของแต่ละพื้นที่คอยดูแล
ส่วนในสิงคโปร์จะกระจายให้หน่วยงานเฉพาะทาง ดูแลตามความเชี่ยวชาญอีกชั้น
ส่วนความต่างอีกเรื่องก็คือ เรื่องของการรายงานข้อมูลต่อประชาชน
สำหรับมูลนิธิไทย จะไม่มีการบังคับให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ แต่ถ้าใครอยากตรวจสอบข้อมูล ก็สามารถยื่นคำขอตรวจเอกสารให้กับนายทะเบียนมูลนิธิได้ โดยจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อย
โดยเอกสารที่ทางมูลนิธิส่งรายงานไปให้นายทะเบียน ก็จะมีบัญชีรายได้-รายจ่าย งบดุล และรายงานการดำเนินงาน ให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และในกรณีที่เป็นองค์การสาธารณกุศล ก็ต้องส่งข้อมูลเหล่านี้ให้กรมสรรพากรด้วย 
ส่วนมูลนิธิในสิงคโปร์ ข้อมูลตรงนี้จะต้องนำขึ้นฐานข้อมูลกลางให้ประชาชนเปิดดู ตรวจสอบได้ ผ่านระบบที่ชื่อว่า Singapore Charity Portal เป็นเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้
หรือพูดง่าย ๆ คือ
คนที่บริจาคเงิน ไม่ได้มีแค่สิทธิ์ “เชื่อ”
แต่มีข้อมูลให้ตรวจสอบด้วย
นอกจากการเปิดเผยข้อมูล สิงคโปร์ยังใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกำกับดูแลอีกชั้น 
โดยมีเพียงองค์กรที่ได้สถานะ IPC หรือ Institution of a Public Character จาก COC เท่านั้น ที่ออกใบเสร็จให้ผู้บริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้  
เพื่อแลกกับสิทธิ์นี้ IPC ต้องผ่านเงื่อนไขที่เข้มกว่าองค์กรการกุศลทั่วไป เช่น งบการเงินต้องผ่านผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทุกแห่ง และสถานะมีอายุจำกัด ต้องขอต่ออายุ และถูกเพิกถอนได้  
พูดง่าย ๆ ก็คือ รัฐให้สิทธิ์ทางภาษี แลกกับการที่องค์กรต้องยอมถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น
มาถึงตรงนี้ ก็คงสรุปได้ว่ามูลนิธิในไทย มีคนกำกับดูแลแต่อำนาจจะไปอยู่ที่นายทะเบียนเป็นหลัก และไม่ได้บังคับให้เปิดเผยเป็นสาธารณะ ใครอยากตรวจสอบต้องไปยื่นคำขอกับนายทะเบียนเอง
ต่างกับสิงคโปร์ที่มีหน่วยงานเฉพาะ กระจายงานตามหน่วยงานรัฐที่มีความเชี่ยวชาญ และต้องเปิดเผยข้อมูลเป็นสาธารณะให้คนบริจาค และประชาชนตรวจสอบได้นั่นเอง..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ 
จุดเริ่มต้นของหน่วยงาน Commissioner of Charities (COC) เกิดขึ้นหลังคดีทุจริตและใช้จ่ายเงินบริจาคอย่างฟุ่มเฟือย ในปี 2005 ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายควบคุมความโปร่งใสขององค์กรการกุศลครั้งใหญ่ในสิงคโปร์
โดยมูลนิธิโรคไตแห่งชาติสิงคโปร์ (NKF) ฟ้องหมิ่นประมาทสื่อ ที่ลงข่าวแฉว่า ห้องน้ำของซีอีโอ ติดก๊อกน้ำชุบทอง  
แต่ระหว่างพิจารณาคดี ข้อมูลที่เคยเป็นความลับ กลับถูกเปิดเผยออกมา 
ทั้งเงินเดือนซีอีโอราว 600,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี, การเดินทางด้วยตั๋วชั้นหนึ่ง และใช้เงินกองทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ส่วนตัว
จนผู้บริจาคจำนวนมากหยุดบริจาค และซีอีโอกับคณะกรรมการทั้งชุดต้องลาออก  
หลังจากนั้น รัฐบาลสิงคโปร์ทบทวนการกำกับดูแลทั้งระบบ 
และในปี 2006 ก็ตั้งสำนักงาน COC ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ  
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อองค์กรการกุศล 
ทำให้การบริหารงานของมูลนิธิเกิดความโปร่งใส
ควบคุมให้เงินบริจาคและทรัพย์สินถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์การกุศลจริง
เพราะบทเรียนของสิงคโปร์คือ 
ชื่อเสียงขององค์กร ต่อให้ใหญ่แค่ไหน ก็ใช้แทนระบบตรวจสอบไม่ได้..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon