กรณีศึกษา ภาพยนตร์ Spider-Man เปลี่ยนเนื้อเรื่องหลายครั้ง แต่คนก็ยังชอบดู

กรณีศึกษา ภาพยนตร์ Spider-Man เปลี่ยนเนื้อเรื่องหลายครั้ง แต่คนก็ยังชอบดู

7 ม.ค. 2022
กรณีศึกษา ภาพยนตร์ Spider-Man เปลี่ยนเนื้อเรื่องหลายครั้ง แต่คนก็ยังชอบดู /โดย ลงทุนแมน
หากพูดถึงภาพยนตร์ ที่เป็นกระแสโด่งดังในช่วงปลายปี 2021 ที่ผ่านมา
คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง “Spider-Man: No Way Home”
ซึ่งทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 12 วัน
แต่หลายคนอาจสงสัยมานานว่า ทำไมภาพยนตร์ Spider-Man ถึงมีการสร้างเนื้อเรื่องใหม่ และเปลี่ยนตัวนักแสดงนำมาแล้ว 3 ครั้ง รวมทั้งยังเข้ามามีส่วนร่วมในจักรวาลภาพยนตร์ Marvel หลังซูเปอร์ฮีโรรายอื่น ๆ
เส้นทางของ Spider-Man จากจุดเริ่มต้น จนมาสู่ภาพยนตร์ภาคล่าสุด เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1962 หรือ 60 ปีที่แล้ว
สำนักพิมพ์ Marvel Comics ซึ่งมี Stan Lee เป็นบรรณาธิการและนักเขียนการ์ตูน
ได้สร้างชื่อเสียงจากการตีพิมพ์การ์ตูนเรื่อง Fantastic Four
นับเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ ในการสร้างตัวละครซูเปอร์ฮีโรอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็น Iron Man, Thor, The Hulk รวมไปถึง “Spider-Man”
ในขณะนั้น Stan Lee เล็งเห็นว่า ฐานแฟนคลับของหนังสือการ์ตูน Marvel ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น
จึงต้องการสร้างซูเปอร์ฮีโร ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผู้อ่านดูบ้าง
ต่อมา เขาบังเอิญเจอแมงมุมไต่อยู่บนกำแพง เลยเกิดไอเดียตัวละครเด็กหนุ่ม ที่มีพลังพิเศษเหมือนกับแมงมุม และได้ร่วมกับนักเขียนการ์ตูนอีก 2 คน คือ Jack Kirby และ Steve Ditko ออกแบบแครักเตอร์ จนกลายมาเป็น Spider-Man นั่นเอง
การ์ตูน Spider-Man นั้น ได้รับความสนใจจากผู้อ่านเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเนื้อเรื่องที่ตัวเอกอย่าง Peter Parker ต้องเผชิญปัญหาชีวิตหลายเหตุการณ์
แต่ก็ค่อย ๆ เรียนรู้และเติบโตขึ้น ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร ต่อสู้กับเหล่าวายร้าย
หลังจากนั้น ผ่านมาถึงช่วงทศวรรษ 1990s บริษัท Marvel เห็นว่าการ์ตูนซูเปอร์ฮีโรของตัวเองหลายเรื่อง เป็นที่นิยมไปทั่วโลก จึงก่อตั้ง Marvel Studios ขึ้น เพื่อเตรียมนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์
แต่ในปี 1996 เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลกระทบให้ Marvel ประสบปัญหาทางการเงิน จนต้องขอยื่นล้มละลาย ทำให้ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะผลิตภาพยนตร์เองได้
บริษัทเลยตัดสินใจยอมขายลิขสิทธิ์ซูเปอร์ฮีโร ไปให้ค่ายอื่นสร้างภาพยนตร์แทน โดยหวังว่า หากกระแสตอบรับดี ก็จะช่วยให้ยอดขายสินค้าอื่น ๆ ในเครือ Marvel เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
หนึ่งในนั้นคือ Spider-Man ซึ่งถูกขายลิขสิทธิ์ให้กับ Sony Pictures ในปี 1998 ด้วยมูลค่าราว 230 ล้านบาท
ด้วยเหตุนี้ Spider-Man จึงได้ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ภายใต้แบรนด์ Sony Pictures โดยมีนักแสดงผู้รับบท Spider-Man คือ Tobey Maguire
ซึ่งในตอนนั้น Spider-Man ถือเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร จากหนังสือการ์ตูน Marvel เรื่องแรก ๆ ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และมีกิมมิกการเป็นซูเปอร์ฮีโรที่น่าสนใจ คือเป็นมนุษย์แมงมุม
จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ ที่ผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจ และทำรายได้มหาศาลทุกภาค
Spider-Man (ฉายปี 2002) ต้นทุน 4,600 ล้านบาท รายได้จากการฉาย 27,200 ล้านบาท
Spider-Man 2 (ฉายปี 2004) ต้นทุน 6,600 ล้านบาท รายได้จากการฉาย 26,300 ล้านบาท
Spider-Man 3 (ฉายปี 2007) ต้นทุน 8,600 ล้านบาท รายได้จากการฉาย 29,700 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม Spider-Man 3 กลับไม่ค่อยถูกใจแฟนภาพยนตร์สักเท่าไร เพราะหลายคนมองว่าใส่เนื้อหาซ้อนกันเยอะเกินไป เช่น การมีตัวร้ายถึง 3 ราย ซึ่งทำให้ขาดโฟกัสในการดำเนินเรื่อง
ทีมงานผู้กำกับ จึงต้องการแก้ไขข้อผิดพลาด และสร้าง Spider-Man 4 ให้เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
โดยมีกำหนดฉายในปี 2011 แต่ทว่าบทแสดงยังไม่เป็นที่พอใจเสียทีและคาดว่าไม่สามารถถ่ายทำได้ทันตามกำหนด สุดท้ายภาพยนตร์ก็ถูกยกเลิกไป
แต่ปัญหาของ Sony Pictures คือ ในหนังสือสัญญากับ Marvel ระบุเงื่อนไขว่าค่ายจะต้องผลิตภาพยนตร์ Spider-Man ในทุก ๆ 5 ปี ไม่เช่นนั้นลิขสิทธิ์จะกลับไปเป็นของ Marvel Studios
พอเป็นเช่นนี้ Sony Pictures เลยใช้แผนสำรอง ไม่สานต่อจากภาคเดิม และสร้างเนื้อเรื่องใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะอยากเปลี่ยนทีมงาน และหานักแสดงนำที่อายุน้อยลง
ทำให้ Spider-Man ได้กลับคืนสู่จอภาพยนตร์อีกครั้ง โดยใช้ชื่อว่า The Amazing Spider-Man
ซึ่งคราวนี้มีนักแสดงนำ คือ “Andrew Garfield”
The Amazing Spider-Man (ฉายปี 2012) ต้นทุน 7,300 ล้านบาท รายได้จากการฉาย 25,100 ล้านบาท
The Amazing Spider-Man 2 (ฉายปี 2014) ต้นทุน 6,600 ล้านบาท รายได้จากการฉาย 23,500 ล้านบาท
แต่จะเห็นได้ว่า กระแสตอบรับจากแฟนภาพยนตร์ ลดลงจากเวอร์ชันแรกพอสมควร เนื่องจากมีการเล่า
เนื้อเรื่องซ้ำ ที่คนดูรู้อยู่แล้วรวมทั้งบางคนมองว่า The Amazing Spider-Man 2 ยังใส่ตัวร้ายมา 2 ราย เหมือนที่เคยทำพลาดมาก่อนด้วย
ในขณะเดียวกัน Marvel Studios ที่กิจการฟื้นตัวและเห็นบริษัทอื่นกอบโกยเงินจากซูเปอร์ฮีโรที่ตัวเองคิดค้นขึ้น จึงตัดสินใจเริ่มสร้างภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโรเองบ้าง
แล้วก็เป็นอย่างที่ทุกคนรู้ว่า Marvel Studios ได้สร้างจักรวาลภาพยนตร์ Marvel ให้โด่งดังเป็นพลุแตก
จน Disney มองเห็นศักยภาพ และขอซื้อกิจการในปี 2009 ด้วยมูลค่าสูงถึง 133,000 ล้านบาท
แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป ก็คือ ตัวละครหลักอย่าง “Spider-Man” ซึ่ง Disney ก็กังวลว่า หาก Sony Pictures ยังทำได้ไม่ดีพอ อาจจะส่งผลต่อความนิยม และยอดขายสินค้าอื่น ๆ ของ Spider-Man ได้
ส่วนฝั่ง Sony Pictures ก็ตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องผลิตภาพยนตร์ Spider-Man ภายใน 5 ปี แต่กระแสภาคล่าสุดไม่ค่อยสู้ดี รวมทั้งถูกกดดันด้วยมาตรฐานที่สูงของ Marvel Studios
ทำให้ในปี 2015 ทั้งคู่ได้ตกลงที่จะร่วมมือกัน สร้างภาพยนตร์ Spider-Man ด้วยเนื้อเรื่องใหม่อีกครั้ง
โดยให้ Marvel Studios เป็นผู้กำกับการถ่ายทำ และเปิดโอกาสให้ Spider-Man มีส่วนร่วมในจักรวาลภาพยนตร์ Marvel อีกด้วย
ครั้งนี้ พวกเขาเลือกนักแสดงนำคนใหม่ ที่มีอายุน้อยเหมือนในหนังสือการ์ตูน นั่นคือ “Tom Holland”
และเลือกเปิดตัวละครครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Captain America: Civil War ซึ่งทำให้ Spider-Man เชื่อมเข้าสู่จักรวาลภาพยนตร์ Marvel ได้อย่างราบรื่น
หลังจากนั้น Marvel Studios ก็ดำเนินการสร้างภาพยนตร์เดี่ยวของ Spider-Man โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์
Peter Parker ให้สดใสขึ้น รวมทั้งข้ามเนื้อเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว ซึ่งได้กระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้ชม
Spider-Man: Homecoming (ฉายปี 2017) ต้นทุน 5,800 ล้านบาท รายได้จากการฉาย 29,100 ล้านบาท
Spider-Man: Far From Home (ฉายปี 2019) ต้นทุน 5,300 ล้านบาท รายได้จากการฉาย 37,500 ล้านบาท
และในภาคล่าสุด Spider-Man: No Way Home ซึ่งเข้าฉายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2021 นั้นมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 6,600 ล้านบาท แต่ทำรายได้นับถึงช่วงต้นเดือนมกราคม 2022 สูงถึงราว 45,400 ล้านบาท
รวมทั้งทำสถิติรายได้เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33,000 ล้านบาท ภายใน 12 วัน ซึ่งเร็วเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด รองจาก Avengers: Endgame (5 วัน) และ Avengers: Infinity War (11 วัน) เพียงเท่านั้น
และถ้านับรวมภาพยนตร์ทุกภาคแล้ว
Spider-Man ทำรายได้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 243,000 ล้านบาท เลยทีเดียว
จากตัวเลขความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เชื่อว่า
Spider-Man น่าจะเป็นซูเปอร์ฮีโรหลัก ของจักรวาลภาพยนตร์ Marvel รวมถึงค่าย Sony Pictures ได้อีกนานหลายปี
เพราะไม่ว่าจะสร้างขึ้นมากี่ภาค
ซูเปอร์ฮีโรมนุษย์แมงมุมคนนี้
ก็ยังมีเสน่ห์ดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก ได้อยู่เสมอ..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References:
-https://www.looper.com/162569/the-real-reason-weve-had-3-actors-play-spider-man-in-10-years/
-https://en.as.com/en/2021/12/14/latest_news/1639506018_820850.html
-https://en.wikipedia.org/wiki/Spider-Man#Creation_and_development
-https://www.the-numbers.com/movies/franchise/Spider-Man#tab=summary
-https://edition.cnn.com/2021/12/26/media/spider-man-no-way-home-box-office-billion/index.html
-https://www.thestreet.com/investing/disney-and-sony-set-to-share-big-spider-man-profits
© 2021 Longtunman. All rights reserved.