ทำไม บริษัทถุงมือยาง STGT กำไรเพิ่มขึ้นมาก แต่หุ้นกลับลง

ทำไม บริษัทถุงมือยาง STGT กำไรเพิ่มขึ้นมาก แต่หุ้นกลับลง

18 มี.ค. 2022
ทำไม บริษัทถุงมือยาง STGT กำไรเพิ่มขึ้นมาก แต่หุ้นกลับลง /โดย ลงทุนแมน
รู้ไหมว่า ถ้าเราไปเปิดดูผลประกอบการในปีที่ผ่านมา ของ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงมือยางรายใหญ่ของไทย
จะเห็นว่า บริษัทมีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ
นักลงทุนกลับเทขายหุ้นของบริษัท จนตอนนี้มูลค่าบริษัทของ STGT ลดลงจนต่ำกว่าวันแรก ที่เข้าตลาด
เรื่องนี้เป็นเพราะอะไร ?
ลงทุนแมนจะวิเคราะห์ให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า STGT
ก่อตั้งขึ้นในปี 2532 โดยเริ่มตั้งสาขาที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยาง ที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่น
โดยบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปี 2563
มาในปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจาก
- ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง 34%
- ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง 25%
- ถุงมือยางไนไตรล์ 41%
ในปี 2564 STGT มีการส่งออกถุงมือยางไปขายทั่วโลก
ซึ่งถ้าเราแบ่งสัดส่วนรายได้ของ STGT ตามภูมิภาค จะมาจาก
- ทวีปอเมริกาเหนือ 37%
- ทวีปเอเชีย 28%
- ทวีปยุโรป 15%
- อื่น ๆ 20%
โดยปัจจุบัน STGT มีกำลังการผลิตถุงมือยางรวมทั้งหมดอยู่ที่ 40,300 ล้านชิ้นต่อปี
ทำให้บริษัทนั้น เป็นผู้ผลิตถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และทางอุตสาหกรรม ที่ใหญ่ที่สุดติด 1 ใน 5 ของโลก
ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ความต้องการถุงมือยางนั้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เหตุผลก็มาจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้คำสั่งซื้อถุงมือยางเติบโตแบบก้าวกระโดด
ลองมาดูผลประกอบการช่วงที่ผ่านมาของ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ปี 2562 รายได้ 12,140 ล้านบาท กำไร 634 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 30,692 ล้านบาท กำไร 14,401 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 48,020 ล้านบาท กำไร 23,704 ล้านบาท
รายได้และกำไรของ STGT ปีล่าสุดนั้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าไปดูมูลค่าบริษัทของ STGT
ในวันนี้อยู่ที่ราว ๆ 70,000 ล้านบาท
แทบจะต่ำสุด นับตั้งแต่ที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน
เทียบกับจุดสูงสุด ที่เคยอยู่ที่ประมาณ 138,000 ล้านบาท
คำถามคือ อะไรคือเหตุผลของเรื่องนี้ ?
หากเราไปดูข้อมูลรายไตรมาส เราอาจพบคำตอบที่เราสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้
ไตรมาส 4/2563 รายได้ 13,646 ล้านบาท ปริมาณการขายถุงมือ 7,163 ล้านชิ้น
ไตรมาส 3/2564 รายได้ 10,835 ล้านบาท ปริมาณการขายถุงมือ 7,210 ล้านชิ้น
ไตรมาส 4/2564 รายได้ 8,224 ล้านบาท ปริมาณการขายถุงมือ 7,604 ล้านชิ้น
จะเห็นว่า ทั้ง ๆ ที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น แต่รายได้รวมกลับลดลง
ที่เป็นแบบนี้เนื่องจาก ราคาขายเฉลี่ยต่อชิ้นที่ลดลงทั้งรายไตรมาสและรายปี
เมื่อลองคิดแบบคร่าว ๆ โดยการเอารายได้แต่ละไตรมาส หารด้วยปริมาณการขายถุงมือในช่วงเวลานั้น
ไตรมาส 4/2563 ราคาขายเฉลี่ยต่อชิ้น 1.9 บาท
ไตรมาส 3/2564 ราคาขายเฉลี่ยต่อชิ้น 1.5 บาท
ไตรมาส 4/2564 ราคาขายเฉลี่ยต่อชิ้น 1.1 บาท
เราจะเห็นว่า ราคาขายถุงมือเฉลี่ยต่อชิ้นนั้นกำลังลดลงเรื่อย ๆ
ซึ่งแรงกดดันนี้เกิดมาจากการที่บริษัทถุงมือรายใหญ่อื่น ๆ มีการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
อย่างกรณีของ Top Glove บริษัทถุงมือยางที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ได้เพิ่มกำลังการผลิตไปถึงกว่า 100 ล้านชิ้น ในช่วงกลางปี 2564 ที่ผ่านมา
และบริษัทยังวางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 11% ในปี 2022 และ 23% ในปี 2023
นอกจากคู่แข่งจากมาเลเซียแล้ว
คู่แข่งหน้าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นคือ จีน
ที่กำลังค่อย ๆ เข้ามาแย่ง มาร์เก็ตแชร์ตลาดถุงมือยางของโลก
โรงงานผลิตถุงมือยางหลายแห่งในจีน
มีการเพิ่มกำลังการผลิตจนสามารถส่งออกไปขายในตลาดโลกมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
พอทั่วโลกมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นแบบนี้
ราคาขายถุงมือยางภาพรวมในตลาดโลก ก็ค่อย ๆ ลดลงไปนั่นเอง
นอกจากนี้ ก็ยังมีความท้าทายจากฝั่งต้นทุนด้วย
เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้น ทั้งจากน้ำยางข้นและยางสังเคราะห์ ซึ่งต้นทุนของยางทั้ง 2 ประเภทนี้ มีสัดส่วนประมาณ 52% ของต้นทุนรวมการผลิตทั้งหมดของ STGT
รู้ไหมว่า นับจากต้นปีที่ผ่านมา
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายอย่างนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาของน้ำยาง
เช่น กรณีของน้ำยางข้นนั้น ราคาปรับเพิ่มขึ้นมาจากต้นปีแล้ว เกือบ 30%
เรียกว่าไม่เพียงแต่ฝั่งรายได้ที่เจอปัจจัยกดดัน
แต่ด้านต้นทุนก็เจอแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่กำลังปรับเพิ่มขึ้น
และยังไม่รวมความท้าทายเรื่องอื่น
เช่น ความต้องการถุงมือยางที่อาจลดลงเมื่อสถานการณ์โควิด 19 เริ่มดีขึ้น
ทั้งหมดนี้ก็สะท้อนความกดดันไปยัง STGT ในตอนนี้
จึงทำให้มูลค่าบริษัทของ STGT นั้นลดลงมามาก
ทั้ง ๆ ที่บริษัทเพิ่งประกาศกำไรมากที่สุด เป็นประวัติการณ์..
หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้ชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นตัวนี้ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References:
-แบบฟอร์ม 56-1 ปี 2563, บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
-คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2564, บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
-https://www.reuters.com/article/us-malaysia-gloves-idUSKBN2B709W
-https://www.theedgemarkets.com/article/top-gloves-annual-glove-production-capacity-hits-100-billion-pieces
-https://www.theedgemarkets.com/article/top-glove-us-shipment-resume-early-endseptember
-https://www.globaltimes.cn/page/202107/1228783.shtml
-http://www.tla-latex.org/show-rubber-price.php
© 2021 Longtunman. All rights reserved.