ตระกูลฮันต์ เดิมพันพลาด จากถือแร่เงิน 3 แสนล้าน แต่สุดท้ายเป็นหนี้

ตระกูลฮันต์ เดิมพันพลาด จากถือแร่เงิน 3 แสนล้าน แต่สุดท้ายเป็นหนี้

ตระกูลฮันต์ เดิมพันพลาด จากถือแร่เงิน 3 แสนล้าน แต่สุดท้ายเป็นหนี้ /โดย ลงทุนแมน
หลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่า เงินเฟ้อที่จะไต่ระดับขึ้นหลังจากนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อาจบอบช้ำ จากภาวะสงคราม ทั้งทางทหาร และทางการค้า
จนเกิดเป็นความกลัวต่อภาวะ Stagflation หนึ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจที่สุดโต่งที่สุด
แต่ในอีกด้านหนึ่งของตลาด กลับเชื่อว่า ผู้เล่นทางเศรษฐกิจรายสำคัญอย่าง ธนาคารกลาง อาจต้องกลับมาเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ยิ่งเงินเฟ้อสูงมากเท่าไร ธนาคารกลางก็ยิ่งต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง แม้ต้องแลกกับเศรษฐกิจที่บอบช้ำยิ่งกว่าเดิม ซึ่งก็นับเป็นอีกความสุดโต่งทางเศรษฐกิจเช่นกัน
ทั้งนี้ เราต่างก็ไม่อยากให้เกิดความสุดโต่งจากทั้งสองฝั่ง แต่ย้อนกลับไปในปลายยุค 1970 ที่ Stagflation กำลังเล่นงานสหรัฐฯ พี่น้องตระกูลฮันต์ตัดสินใจเลือกเดิมพันครั้งใหญ่ ก่อนจบลงด้วยบทเรียนราคาแพงหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
พี่น้องตระกูลฮันต์เดิมพันอย่างไร ทำไมถึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
พี่น้องตระกูลฮันต์ ประกอบด้วย
- เนลสัน บังเกอร์ ฮันต์
- วิลเลียม เฮอร์เบิร์ต ฮันต์
- ลามาร์ ฮันต์
โดยทั้ง 3 คน เป็นลูกของฮาโรลด์สัน ลาฟาแยตต์ ฮันต์ มหาเศรษฐี ผู้มั่งคั่งจากการบุกเบิกธุรกิจน้ำมันในเท็กซัส ซึ่งนอกจากจะเป็นบิดาผู้ส่งต่อความมั่งคั่งแล้ว ยังคงเป็นผู้ส่งต่อแนวคิดทางการเงินที่สำคัญของพี่น้องตระกูลฮันต์
โดยฮันต์คนพ่อเชื่อว่า ความร่ำรวยนั้นไม่มีขีดจำกัด และความมั่งคั่งที่แท้จริงต้องอยู่ในรูปของทรัพย์สินที่จับต้องได้ (Physical Assets) มากกว่าเงินกระดาษที่รัฐบาลสามารถพิมพ์ออกมาได้อย่างไม่จำกัด
ซึ่งพี่น้องตระกูลฮันต์ก็เชื่อเช่นนั้น โดยเฉพาะฮันต์คนพี่ หรือเนลสัน ฮันต์ ที่มีอิทธิพลสูงสุดในตระกูล
ความเชื่อของตระกูลฮันต์​นั้นถือว่าประจวบเหมาะกับสถานการณ์ในทศวรรษ 1970 ที่เกิดวิกฤติน้ำมันถึง 2 ครั้ง เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษ
และเหตุการณ์ที่สำคัญมากในทศวรรษนั้น คือรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของริชาร์ด นิกสัน ประกาศให้ระบบเบรตตัน วูดส์ (Bretton Woods) ล่มสลาย
ระบบเบรตตัน วูดส์ คือระบบที่ดอลลาร์สหรัฐยังผูกกับทองคำ เพียงสกุลเงินเดียว ขณะที่สกุลเงินอื่นต้องนำมาผูกไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐอีกที
เมื่อระบบดังกล่าวล่มสลาย นั่นก็หมายถึงเงินทุกสกุลทั่วโลก เป็นเพียงเงินกระดาษ (Fiat Currency) เท่านั้น
สำหรับพี่น้องตระกูลฮันต์ พวกเขามองว่า สุดท้ายแล้วระบบเงินกระดาษ ที่ไม่ได้ถูกค้ำด้วยสินทรัพย์อย่างทองคำ นั้นจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง (Hyperinflation) อาจนำไปสู่จุดล่มสลายครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลก
ขณะที่มองไปยังฟากรัฐบาลและธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็พบว่า รัฐบาลสามารถควบคุมเฟดได้ สะท้อนผ่านการคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ เพื่อหวังผลให้ริชาร์ด นิกสัน กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2
เหตุการณ์แวดล้อมเหล่านั้น ยิ่งทำให้คนตระกูลฮันต์เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยจะไม่มีทางสูงกว่า มูลค่าของสินทรัพย์อย่าง ทองคำ หรือแร่เงิน
เพราะรัฐบาลจะไม่มีทางยอมให้เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งชะลอเศรษฐกิจ และทำลายเครดิตของรัฐบาล
ความเชื่อเช่นนั้น ทำให้เกิดการเดิมพันครั้งใหญ่ โดยคนตระกูลฮันต์กว้านซื้อแร่เงิน (Silver) ตั้งแต่ปี 1973
เนื่องด้วยแร่เงิน นอกจากจะเป็นสินทรัพย์ที่แท้จริงแล้ว ยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมอีกด้วย
การกว้านซื้อแร่เงินของพี่น้องตระกูลฮันต์ ไม่ใช่เพียงเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาเหมือนนักลงทุนทั่วไป แต่ถึงขั้นต้องการครอบครองซัปพลายแร่เงินไว้กับตัว
พี่น้องตระกูลฮันต์สะสมแร่เงิน ผ่านการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) โดยเลือกให้คู่สัญญาต้องส่งมอบเป็นแร่เงิน (Physical Delivery) เท่านั้น
และตลอดช่วงทศวรรษ 1970 ราคาสินทรัพย์อย่าง ทองคำ และแร่เงิน ปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ตระกูลฮันต์ใช้ Leverage ด้วยการกู้เงิน โดยใช้แร่เงินค้ำประกันไว้
พี่น้องตระกูลฮันต์ทำเช่นนี้ ตั้งแต่ปี 1973 ที่แร่เงินมีราคาเพียง 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จนขึ้นมาแตะที่ 49.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในต้นปี 1980 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,000% ในเวลาไม่ถึง 10 ปี
ในเวลาที่ราคาแร่เงินแตะระดับสูงสุดของประวัติศาสตร์ พี่น้องตระกูลฮันต์ได้ถือแร่เงินไปมากกว่า 200 ล้านออนซ์ ซึ่งนับเป็นปริมาณ 1 ใน 3 ของแร่เงินในตลาด (ไม่รวมกับที่ยังไม่ขุดเจาะและที่ถือครองโดยรัฐบาล)
และสิ่งที่พี่น้องตระกูลฮันต์คิดไว้ก็เป็นจริง เพราะแร่เงินมีราคาแพง เริ่มขาดแคลน เกิดเป็นความโกลาหลที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นักลงทุน แต่ลุกลามไปยังทุกภาคส่วนของสังคมสหรัฐฯ
ประชาชนทั่วไปเริ่มรื้อค้นบ้านเพื่อหาช้อนส้อมเงิน ชุดน้ำชา หรือเหรียญเก่าเพื่อนำไปหลอมขาย
ขณะที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้แร่เงิน เช่น การผลิตฟิล์มเอกซเรย์ของ Kodak และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจนเกือบจะแบกรับไม่ไหว
ร้านเครื่องประดับ Tiffany & Co. ถึงกับซื้อโฆษณาในหนังสือพิมพ์ The New York Times เพื่อประณามการกระทำของตระกูลฮันต์
ทว่าความโกลาหลนี้ กำลังถูกจับตาโดยหน่วยงานกำกับดูแล จนเริ่มมีการออกมาตรการเพื่อปิดช่องการเดิมพันของคนตระกูลฮันต์ อย่าง
- Silver Rule 7 ที่กำหนดให้เพิ่มเงินค้ำประกัน (Margin) พร้อมจำกัดขนาดสถานะสัญญาแร่เงิน บีบให้นักลงทุนที่ถือสัญญาจำนวนมาก ต้องเติมเงินเพิ่ม หรือลดขนาดพอร์ต
- Liquidation Only Rule ที่อนุญาตให้ปิดสถานะ (ขาย) ได้เท่านั้น แต่ห้ามเปิดสถานะซื้อใหม่ เพื่อตัดแรงซื้อเก็งกำไร พร้อมบังคับลดความเสี่ยงและกันไม่ให้ตลาดล่มทั้งระบบ
มาตรการเหล่านี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเดิมพันของตระกูลฮันต์
ไม่เพียงเท่านั้น ในเดือน มี.ค. 1980 เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 14.8% ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังหดตัวลง พร้อมอัตราการว่างงานที่ค้างตัวในระดับสูง
ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจถดถอย ถูกเรียกว่า “Stagflation” ซึ่งดูเป็นสถานการณ์ที่ตรงตามความเชื่อของพี่น้องตระกูลฮันต์
ทว่าเฟดภายใต้การนำของพอล โวลก์เกอร์ ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ช่วง 19-20% พร้อมออกมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อ (Credit Control Act)
นับเป็นการใช้ยาแรง เพื่อสกัดเงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจจะต้องบอบช้ำมากก็ตาม
ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พี่น้องตระกูลฮันต์ และนักลงทุนแทบทุกราย ต่างไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น หรือเป็น Black Swan เพราะเชื่อมาตลอดว่ารัฐบาลจะไม่มีวันปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงขนาดนี้
หลังเฟดใช้ยาแรง มูลค่าสินทรัพย์อย่าง ทองคำ และแร่เงิน กอดคอกันร่วงระนาว เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย หากเลือกถือในช่วงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ก็เท่ากับการแบกรับต้นทุนค่าเสียโอกาสในการลงทุนสินทรัพย์อย่าง เงินดอลลาร์สหรัฐ หรือพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนตามภาวะดอกเบี้ย
ทองคำ
- ม.ค. 1980 ราคาพุ่งขึ้นแตะระดับ 850 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในเวลานั้น)
- กลาง มี.ค. 1980 ราคาร่วงลงสู่ 474 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการร่วงลงมากกว่า 40% จากระดับสูงสุด
แร่เงิน
- ม.ค. 1980 ราคาพุ่งขึ้นแตะระดับ 49.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในเวลานั้น) ซึ่งทำให้ตระกูลฮันต์ ถือครองแร่เงินมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท
- กลาง มี.ค. 1980 ราคาร่วงลงสู่ 16.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการร่วงลงราว 66% จากระดับสูงสุด
เมื่อแร่เงินถูกเทขาย ทำให้มูลค่าหลักประกันของพี่น้องตระกูลฮันต์ลดต่ำลงด้วย เกิดการเรียกการวางเงินประกันเพิ่มเติม (Margin Call) ซึ่งพวกเขาสามารถวางประกันเพิ่มได้เพียงบางส่วน
จนในวันที่ 27 มี.ค. 1980 เกิดการบังคับล้างสถานะ ของสัญญาฟิวเจอร์สแร่เงินจำนวนมหาศาล ราคาแร่เงินดิ่งลงเหลือราว 10.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ต่ำกว่าระดับสูงสุดในเดือน ม.ค. เกือบ 80%
วันดังกล่าวจึงถูกบันทึกไว้ว่า “Silver Thursday”
ความมั่งคั่งบนหน้าสัญญากว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มลายหายไปในพริบตา..
มูลค่าดังกล่าว เกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ
เกือบ 1 ล้านล้านบาท ในมูลค่าปัจจุบัน หลังปรับเงินเฟ้อ
จากมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก พี่น้องตระกูลฮันต์กลับกลายเป็นลูกหนี้มหาศาลที่แบกภาระหนี้กว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตระกูลฮันต์ เพราะตลาดเริ่มหวาดกลัวว่า โดมิโนอาจล้มต่อไปถึงโบรกเกอร์และสถาบันการเงินขนาดใหญ่
ท้ายที่สุด เฟดจึงต้องเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์อัดฉีดสภาพคล่องฉุกเฉินกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤติทั้งระบบการเงิน
พี่น้องตระกูลฮันต์จึงสามารถกู้เงินมาชำระหนี้ได้ทันเวลา แต่เงินกู้ก้อนนี้ ไม่ได้ช่วยพยุงความมั่งคั่งของตระกูลฮันต์อีกแล้ว เพราะในเวลาต่อมา พวกเขาถูกสอบสวนอย่างหนักจากสภาคองเกรส จนถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ตลอดชีวิต
และท้ายที่สุดในปี 1988 สองพี่น้องเนลสันและวิลเลียม ฮันต์ ก็ต้องยื่นฟ้องล้มละลาย กลายเป็นคดีล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เท็กซัส ณ เวลานั้น..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon