
จากผู้สร้าง Gojek สตาร์ตอัป 300,000 ล้าน กลายเป็นผู้ต้องหาคดีประวัติศาสตร์ ของอินโดนีเซีย
จากผู้สร้าง Gojek สตาร์ตอัป 300,000 ล้าน กลายเป็นผู้ต้องหาคดีประวัติศาสตร์ ของอินโดนีเซีย /โดย ลงทุนแมน
ถ้าพูดถึง Nadiem Makarim หลาย ๆ คนอาจไม่คุ้นชื่อ
แต่ชายคนนี้ คือผู้ก่อตั้ง Gojek สตาร์ตอัประดับตำนาน
ที่เคยมีมูลค่าทะลุ 300,000 ล้านบาท และเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ Grab ในอินโดนีเซีย
แต่ชายคนนี้ คือผู้ก่อตั้ง Gojek สตาร์ตอัประดับตำนาน
ที่เคยมีมูลค่าทะลุ 300,000 ล้านบาท และเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ Grab ในอินโดนีเซีย
แต่ข่าวใหญ่ล่าสุด ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งโลกสตาร์ตอัป คือการที่นักธุรกิจรายนี้ ถูกสั่งฟ้องให้รับโทษจำคุกสูงถึง 27 ปี พร้อมถูกเรียกค่าเสียหายอีกราว 1 หมื่นล้านบาท
จากนักธุรกิจดาวรุ่งของอาเซียน มาลงเอยเช่นนี้ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี 2019 Nadiem Makarim ได้สร้างความฮือฮาไปทั่ว จากการตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Gojek เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง
ด้วยการรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม วิจัยและเทคโนโลยีของอินโดนีเซีย จากการทาบทามโดยอดีตประธานาธิบดี Joko Widodo
ด้วยความที่ในตอนนั้น Makarim มีอายุเพียง 35 ปี และยังมีภาพลักษณ์ของการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
นั่นทำให้การมารับตำแหน่งของ Makarim ถูกมองว่าเป็นความหวังใหม่ของประเทศ
โดยโปรเจกต์ที่กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของ Makarim ก็คือ โครงการจัดซื้อแล็ปท็อป Chromebook จาก Google ซึ่งมีมูลค่าราว 18,300 ล้านบาท เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา ของนักเรียนในอินโดนีเซีย
ซึ่งคล้ายกับโครงการแจกแท็บเล็ต ที่รัฐบาลไทยในอดีตเคยทำเมื่อราว 10 กว่าปีก่อน
แม้จะดูเหมือนนโยบายปฏิรูปการศึกษาทั่วไป แต่โปรเจกต์นี้กลับต้องพบเจอกับอุปสรรคสำคัญ ซึ่งก็คือปัญหาด้านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของอินโดนีเซีย ที่ยังไม่ครอบคลุม
ด้วยความที่ Chromebook เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานในที่ที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียร
อย่างที่เรารู้กันว่าอินโดนีเซียนั้น เป็นประเทศหมู่เกาะที่กว้างใหญ่มาก ทำให้หลายพื้นที่ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ซึ่งรวมถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตด้วย
นั่นทำให้ Chromebook ที่หลาย ๆ โรงเรียนมี ไม่ต่างจากการที่มีรถ แต่ไม่มีถนนให้รถวิ่ง สุดท้ายแล็ปท็อปเหล่านี้ ก็ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพแบบที่ควรจะเป็น
ประเด็นนี้ได้กลายมาเป็นหนึ่งในชนวน ที่ทำให้โปรเจกต์ Chromebook ถูกมองว่าเป็นการล็อกสเป็ก
เพราะก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการฯ ของอินโดนีเซีย ได้เคยทำการทดสอบ Chromebook มาก่อนแล้ว พร้อมทั้งสรุปชัดเจนว่าแล็ปท็อปจากค่าย Google นี้ ไม่เหมาะที่จะใช้งานตามโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล
โดยในตอนนี้ ศาลได้ตัดสินลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นี้ไปบ้างแล้ว
แต่ตัวของ Makarim เองนั้น อัยการได้มีการเสนอให้ศาลลงโทษจำคุก 18 ปี พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายให้รัฐอีกราว 10,500 ล้านบาท
ซึ่งถ้าหากไม่สามารถจ่ายเงินก้อนนี้ได้ Makarim จะต้องรับโทษจำคุกเพิ่มอีก 9 ปี รวมเป็น 27 ปี
แม้คดีนี้ศาลของอินโดนีเซียยังไม่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาด
เราจึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าโปรเจกต์ Chromebook ของ Makarim นั้น เป็นการทุจริตจริง ๆ หรือเป็นเพียงความผิดพลาด จากการบริหารนโยบายที่ขัดแย้งกับระบบราชการ
เราจึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าโปรเจกต์ Chromebook ของ Makarim นั้น เป็นการทุจริตจริง ๆ หรือเป็นเพียงความผิดพลาด จากการบริหารนโยบายที่ขัดแย้งกับระบบราชการ
เพราะต้องไม่ลืมว่า Makarim เติบโตมาจากโลกของสตาร์ตอัป ซึ่งเวลาคือทรัพยากรที่มีค่าไม่ต่างจากเงินทุน
ในโลกธุรกิจ การตัดสินใจที่ช้ามักทำให้องค์กรถดถอย จนในที่สุดก็กลายเป็นผู้แพ้ในสมรภูมิ
ซึ่งถ้าหาก Makarim สั่งให้พนักงานทุกคนในบริษัทใช้ Chromebook ในการทำงาน ในขณะที่ยังสวมหมวกเป็นซีอีโอของ Gojek อยู่
เรื่องนี้ก็คงเป็นเพียงแค่การตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับองค์กรเท่านั้น
ต่อให้โปรเจกต์นี้จะล้มเหลว หรือใช้งานไม่ได้จริง บริษัทก็แค่ตัดขาดทุน และซีอีโอรับผิดชอบด้วยการชี้แจงกับผู้ถือหุ้น แล้วหาทางแก้ไขปัญหา หรืออย่างมากก็แค่ลาออกเพื่อรับผิดชอบ (หากไม่ได้มีเจตนาทุจริตชัดเจน)
แต่เมื่อ Makarim สลับบทบาทมาสวมหมวกเป็นรัฐมนตรี ที่ต้องบริหารเงินงบประมาณแผ่นดิน
การตัดสินใจที่ดูเหมือนเป็นการเจาะจงเลือกอุปกรณ์ในลักษณะนี้ ประกอบกับการไม่สนคำเตือนที่ว่าอุปกรณ์นั้น อาจใช้งานไม่ได้อย่างที่คิด
จึงไม่แปลกที่ระบบราชการจะมองว่าเป็นการล็อกสเป็ก เพื่อกีดกันการแข่งขัน และส่อเจตนาเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งอย่างชัดเจน
และนี่ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ทั้งสำหรับตัว Makarim เอง และบุคคลในแวดวงธุรกิจที่จะเข้าไปทำงานการเมือง
เพราะในสมรภูมิธุรกิจ ผู้ชนะคือคนที่มองหาทางลัดไปสู่เป้าหมายได้เก่งที่สุด
แต่ในภาครัฐ ทางลัดที่ว่านั้น อาจเป็นทางตรงที่นำไปสู่เรือนจำแทน..