
ถอดสูตร "ย่อตัวเพื่อสเกล" ของ "JimmyYoung" เบื้องหลังการ Rebranding ที่เดิมพันด้วย "งานวิจัย" มากกว่า "สงครามราคา"
[PR News]
ในวันที่ตลาดอาหารเสริมแข่งขันกันดุเดือด หลายแบรนด์เลือกใช้โปรโมชั่น ลดราคา หรืออัดงบโฆษณาเพื่อรักษายอดขาย แต่แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของไทยอย่าง "JimmyYoung" กลับเลือกอีกเส้นทาง
แม้ยอดขายครึ่งปีแรกของปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 78 ล้านบาท ลดลงจากในช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ทำไว้ 150 ล้านบาท แต่บริษัทกลับมองว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็น "ต้นทุนของการเปลี่ยนผ่าน" มากกว่าจะเป็นสัญญาณถอยหลัง
เพราะปีนี้คือปีที่บริษัทตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่กับการ Rebranding ทั้งการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ การลงทุนกับพรีเซนเตอร์ การปรับโครงสร้างทีมงาน (Manpower Structure) และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อวางรากฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2568 "JimmyYoung" ปิดรายได้ที่ 330 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 9.3 ล้านบาท แต่แทนที่จะเลือกเดินเกมรักษาตัวเลขเดิม บริษัทกลับเลือกลงทุนเพิ่ม เพื่อสร้างศักยภาพใหม่สำหรับการเติบโตในครึ่งปีหลังและปีต่อ ๆ ไป
สำหรับ "เชนอุปาณ พิฑูรนรการ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร "JimmyYoung Group" การสร้างแบรนด์ในยุคนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านการตลาด แต่คือการแข่งขันด้าน "ความน่าเชื่อถือ"
ตลอดระยะเวลาเพียง 3 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง "JimmyYoung" พัฒนาจากแบรนด์น้องใหม่ สู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นระดับ Top Tier ของตลาดอาหารเสริมไทย สิ่งที่บริษัทเรียนรู้คือ ตลาดอาจเปลี่ยนเร็ว ผู้เล่นอาจเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่สร้างการเติบโตระยะยาวยังคงเป็น "Trust" และ "Product"
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงวางกลยุทธ์ใหม่ภายใต้แนวคิด "Creativity x Science" โดยมองว่าการสร้างแบรนด์ที่ดี ต้องเดินควบคู่กับงานวิจัยที่ตรวจสอบได้ ผู้บริโภคควรรู้ว่าสารสกัดที่ใช้คืออะไร มาจากที่ใด มีความเข้มข้นเท่าไร และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างไร
แนวคิดดังกล่าว นำไปสู่การลงทุนกับ Branded Ingredient หรือสารสกัดที่มีเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นที่มาของการร่วมมือกับ "ENZO Nutraceuticals" ประเทศนิวซีแลนด์ เจ้าของสารสกัด "Enzogenol®" ที่มีงานวิจัยรองรับในระดับสากล
สำหรับ "JimmyYoung" การเลือก "Enzogenol®" ไม่ใช่การเพิ่ม "ส่วนผสมใหม่" แต่คือการตอบโจทย์วิสัยทัศน์ของบริษัท ที่ต้องการนำสารสกัดคุณภาพระดับโลกมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคไทยสามารถเข้าถึงได้ใน ราคาหลักร้อย แนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท คือ "ยกระดับอาหารเสริมซองด้วยงานวิจัย" ผ่านแบรนด์ "Black Magic" ที่ได้นักแสดงคนดังอย่าง "กระทิง ขุนณรงค์" มาเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขยายพอร์ตธุรกิจ โดยยังคงใช้แนวคิดเดิม คือสร้างความแตกต่างผ่านความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่กับงานวิจัยและนวัตกรรม มากกว่าการแข่งขันด้านราคา
ที่ผ่านมา อาหารเสริมแบบซองมักถูกมองว่าเป็นสินค้าราคาประหยัด แต่ "JimmyYoung" ต้องการเปลี่ยนมุมมองดังกล่าว ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารสกัดคุณภาพสูง มีงานวิจัยรองรับ และตั้งราคาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าถึงได้ ภายใต้แนวคิดว่า "คุณภาพ ไม่จำเป็นต้องมาพร้อมราคาที่แพง"
ครึ่งปีหลังของปีนี้ บริษัทเตรียมเดินหน้ากลยุทธ์ Omnichannel อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการขยายช่องทางจำหน่ายเข้าสู่ 7-Eleven การเปิดตัวผลิตภัณฑ์รูปแบบซอง การเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่คนดัง พร้อมตั้งเป้าปิดยอดขายปีนี้ที่ 330 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไรสุทธิควบคู่ไปกับการขยายตลาด
ในระยะ 3-5 ปี เป้าหมายของ "JimmyYoung" ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นแบรนด์อาหารเสริม แต่ต้องการก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด T-Beauty ของไทย พร้อมเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อยกระดับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
"การเติบโตของธุรกิจไม่ใช่การทำให้สินค้าขายแพงขึ้น แต่คือการทำให้นวัตกรรมเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น" คุณเชนอุปาณ กล่าว เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของ "JimmyYoung" ไม่ใช่การขายอาหารเสริมราคาแพง แต่คือการพิสูจน์ว่า "สินค้าที่มีงานวิจัยรองรับและคุณภาพระดับโลก สามารถเป็นสินค้าที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงได้" และนั่นอาจเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดของแบรนด์ในวันนี้
#JimmyYoung #BlackMagic #Enzogenol