
เหตุผลที่ SCOPE Thonglor ทำให้ผู้คนยอมจ่ายเงินซื้อ THE PENTHOUSE OF PENTHOUSES มูลค่า 600 ล้านบาทได้สำเร็จ
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x SCOPE Thonglor
หากพูดถึงที่พักอาศัยระดับ Ultra Luxury ที่แพงที่สุดเป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลก อย่าง
- One57 หรือ The Billionaire Building
- ST Tower หนึ่งใน Penthouse ที่สูงที่สุดในนครนิวยอร์ก
- One57 หรือ The Billionaire Building
- ST Tower หนึ่งใน Penthouse ที่สูงที่สุดในนครนิวยอร์ก
เบื้องหลังสถาปัตยกรรมระดับโลกเหล่านี้ เกิดจาก Thomas Juul-Hansen สถาปนิกและ Interior Designer ชาวเดนมาร์ก ผู้อยู่เบื้องหลังการเนรมิตอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra Luxury ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวเขาเองก็ได้ฝากผลงานระดับ Masterpiece ในประเทศไทย ผ่านโครงการที่ชื่อว่า SCOPE Thonglor
ในวันที่อสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra Luxury แข่งขันกันด้วยความหรูหราอลังการ ทำไมยูนิตระดับ The Penthouse of the Penthouses มูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท ของ SCOPE Thonglor ถึงกลายเป็นที่ปรารถนาของมหาเศรษฐีระดับท็อปของไทย
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
พื้นที่ทองหล่อ หรือซอยสุขุมวิท 55 ของกรุงเทพฯ ก็เหมือนกับย่าน 57th Street ในนิวยอร์ก ที่อดีตตัวย่านเองไม่ได้อยู่ใน Downtown หรือใจกลาง CBD ของกรุงเทพฯ เสียทีเดียว
แต่หลังจากที่มีการตัดถนนสุขุมวิทออกไป ทองหล่อก็กลายเป็นย่านที่พักอาศัยอันเงียบสงบ ทางด้านฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ
โดยเริ่มแรก ย่านทองหล่อ กลายเป็นที่พักอาศัยของตระกูลขุนนาง และคหบดีเก่าแก่ ที่ครอบครองที่ดินแปลงใหญ่เพื่อสร้างที่พักอาศัยในแนวราบกัน
จนกระทั่งในยุคต่อมา เมื่อชาวต่างชาติอย่างชาวญี่ปุ่น เริ่มเข้ามาทำงานในประเทศไทย ย่านทองหล่อ จึงเป็นย่านแรก ที่มีการขยายตัวของชุมชนชาวต่างชาติอย่างญี่ปุ่น ที่ตั้งใจจะเข้ามาอยู่กินและใช้ชีวิตในเมืองไทย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทองหล่อ เต็มไปด้วยคอมมิวนิตีแบบญี่ปุ่น ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารอิซากายะ และโรงแรมหรู
จนกระทั่งย่านธุรกิจใจกลางเมือง ที่ได้ขยายตัวจากฝั่งสีลม ชิดลม และเพลินจิต มาทางฝั่งตะวันออก จนมาถึงพร้อมพงศ์ และทองหล่อ
คล้าย ๆ กับที่มหานครนิวยอร์ก ที่เมืองได้ขยายตัวจาก Downtown ของแมนฮัตตัน มายังย่าน Midtown ที่กลายเป็นย่านธุรกิจขนาดใหญ่ จนกระทั่งเกิดความต้องการที่พักอาศัยในระดับลักชัวรี บริเวณใกล้กับ Central Park ที่ 57th Street นั่นเอง
ซึ่งหากบริเวณ 57th Street เต็มไปด้วย Penthouse ระดับ Ultra Luxury อย่างตึก One57 (The Billionaire Building), 432 Park Avenue หรือ Central Park Tower ที่ดึงดูดเหล่ามหาเศรษฐีระดับโลก
ย่านทองหล่อของกรุงเทพฯ ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือน Billionaires’ Row ที่เต็มไปด้วยที่พักอาศัยระดับลักชัวรีเช่นเดียวกัน
ซึ่งหนึ่งในโครงการระดับ Ultra Luxury ก็คือ SCOPE Thonglor ที่มียูนิตระดับ The Penthouse of the Penthouses มูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับท็อป
แล้วกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มนี้ กำลังมองหาคุณค่าอะไร ถึงยอมจ่ายเงินระดับ 600 ล้านบาทเพื่อซื้อ The Penthouse of the Penthouses ของ SCOPE Thonglor
อย่างที่ได้กล่าวไป ว่าในอดีต คหบดีหรือกลุ่มเศรษฐีผู้ดีเก่า ต่างก็จับจองที่ดินแปลงใหญ่ เพื่อสร้างบ้าน หรือคฤหาสน์แนวราบห่าง ๆ กัน ซึ่งเหตุผลก็เพื่อความเป็นส่วนตัว (Privacy) โดยการสร้างอาณาจักรของครอบครัวที่ไม่มีใครมารบกวน
ตัดภาพสลับมาที่ปัจจุบัน ย่านทองหล่อได้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและไลฟ์สไตล์ระดับท็อป ที่ถูกโอบล้อมด้วยตึกระฟ้าและอาคารสำนักงานมากมาย
คำถามคือ เมื่อการอยู่อาศัยต้องเปลี่ยนจาก “แนวนอน” มาสู่ “แนวดิ่ง”
โจทย์ของผู้ซื้อกลุ่ม Ultra-High-Net-Worth ก็ยังคงเหมือนเดิม คือต้องการความเป็นส่วนตัว
โจทย์ของผู้ซื้อกลุ่ม Ultra-High-Net-Worth ก็ยังคงเหมือนเดิม คือต้องการความเป็นส่วนตัว
ซึ่งความเป็นส่วนตัวนี่แหละ คือสิ่งที่ทาง SCOPE Thonglor ต้องไปตีโจทย์เพื่อสร้างคุณค่า และมอบประสบการณ์ของการอยู่อาศัยในระดับ 600 ล้านบาท
และ SCOPE Thonglor ก็ได้ตีโจทย์แตก เพราะสามารถปิดการขาย Penthouse ในรูปแบบ Triplex Residences ขนาด 765 ตารางเมตร ด้วยมูลค่า 600 ล้านบาทได้
แล้วคุณค่าใด ทำให้ลูกค้าระดับมหาเศรษฐียอมจ่ายเงินถึง 600 ล้านบาท ?
ด้านแรกคือ Penthouse ที่ยกระดับความเป็นส่วนตัว เสมือนเป็นบ้านเดี่ยวกลางอากาศ
เพราะมูลค่า 600 ล้านบาท ผู้ซื้อไม่ได้เพียงแค่ต้องการที่พักอาศัยขนาดใหญ่เท่านั้น แต่พวกเขากำลังมองหาอาณาจักรส่วนตัว เฉกเช่นคฤหาสน์แนวราบในอดีต
ซึ่งต้องบอกว่า โครงการ SCOPE Thonglor ก็มีระดับราคา Penthouse เริ่มต้นตั้งแต่ 188 ล้านบาท ไปจนถึงแพงที่สุดที่ 600 ล้านบาท
โดยทั้งตึกมี 32 ชั้น แต่มียูนิตขายเพียง 18 ยูนิตเท่านั้น นั่นหมายความว่า ในพื้นที่ 1 ชั้นของโครงการ เจ้าของ Penthouse ไม่จำเป็นต้องไปแชร์พื้นที่ หรือจะต้องแบ่งผนังห้องกับใคร
ดังนั้น ความเป็นส่วนตัวอย่างแรกคือ จะไม่มีเสียงรบกวนจากเพื่อนบ้านร่วมชั้น
นอกจากนี้ Facility อย่างลิฟต์ จะใช้เป็นระบบ One-on-One คือเป็นลิฟต์ส่วนตัวที่จะคอยส่งลูกบ้านทีละยูนิตถึงห้องของตัวเอง โดยจะไม่ให้ใช้ลิฟต์ปะปนกับผู้อยู่อาศัยท่านอื่น
นอกจากความเป็นส่วนตัวบน Penthouse แล้ว ที่ส่วนกลางเอง ก็ยังมีความเป็นส่วนตัวเช่นกัน
โดยโครงการ SCOPE Thonglor มีพื้นที่ส่วนกลางซ้อนกันทั้งหมด 12 ชั้น รวมพื้นที่กว่า 1,800 ตารางเมตร แต่แชร์กันเพียงแค่ 18 ยูนิต
ซึ่งความพิเศษของที่นี่ก็คือส่วนของ Lobby ใน SCOPE Thonglor ที่จะไม่ได้ตั้งอยู่ที่ชั้นล่างสุด เหมือนโครงการทั่วไป
แต่โครงการนี้จะยก Elevated Lobby และห้องประชุมไว้ชั้น 2 แล้วทำบันไดเลื่อนเชื่อมกับชั้น 1 เพื่อคัดกรองความเป็นส่วนตัวตั้งแต่ทางเข้า
ซึ่งแนวคิดนี้ ก็เป็นไอเดียของสถาปนิก Thomas Juul-Hansen ที่ต้องการดิไซน์พื้นที่โดยให้มี Space ที่เว้นระยะห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ ที่มีผู้คนพลุกพล่านนั่นเอง
ซึ่งพื้นที่ส่วนกลางอื่น ๆ ตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไปของ SCOPE Thonglor ก็ตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัว
ตั้งแต่ห้องฟิตเนส Technogym, Pilates Studio , พื้นที่สัตว์เลี้ยง, ห้องสปาทรีตเมนต์ส่วนตัว, ห้องเด็กเล่น, Private Onsen, สระว่ายน้ำระบบ Fresh Water หรือ Sky Lounge & Chef’s Table บนชั้น 32
ซึ่งพื้นที่ส่วนกลางเหล่านี้ ผู้พักอาศัยสามารถจองเพื่อเหมาห้องใช้งานได้ โดยที่ไม่ต้องไปแย่งกับใคร
การมีพื้นที่ส่วนกลางแบบครบครัน และมาพร้อมกับความเป็นส่วนตัวแบบนี้
ก็ได้ตอกย้ำในเรื่องของ Well-Being หรือก็คือ สุขภาวะของการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ ทั้งทางกาย ทางจิตใจ และการสร้างสังคมคุณภาพ ของผู้อยู่อาศัยที่มีค่านิยมและวิถีชีวิตใกล้เคียงกันนั่นเอง
ด้านที่ 2 คือ ด้านเวลา
เพราะการที่ลูกค้าจะยอมซื้อ Penthouse ในระดับราคาหลายร้อยล้านบาทได้นั้น
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องการคือ สิ่งที่มีค่ามากที่สุดอย่างเวลา
เพราะการตั้งอยู่บนทำเล 0 เมตร จาก BTS ทองหล่อ ติดถนนใหญ่สุขุมวิท ช่วยประหยัดเวลาการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง
เพราะการตั้งอยู่บนทำเล 0 เมตร จาก BTS ทองหล่อ ติดถนนใหญ่สุขุมวิท ช่วยประหยัดเวลาการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง
และด้วยการให้บริการในระดับ 6 ดาวภายในโครงการ อย่างเช่น
- การบริการทำความสะอาด 3 ครั้งต่อสัปดาห์
- Barista ประจำ Club Lounge
- การมีเชฟส่วนตัวคอยปรุงอาหาร และซาลอนส่วนตัวพร้อมช่างสระไดร์ภายในโครงการ ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ทุกอย่างจบลงได้ภายใน Penthouse โดยที่ไม่ต้องออกไปเผชิญความวุ่นวายจากภายนอก
- Barista ประจำ Club Lounge
- การมีเชฟส่วนตัวคอยปรุงอาหาร และซาลอนส่วนตัวพร้อมช่างสระไดร์ภายในโครงการ ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ทุกอย่างจบลงได้ภายใน Penthouse โดยที่ไม่ต้องออกไปเผชิญความวุ่นวายจากภายนอก
ซึ่งการที่รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ก็ยิ่งช่วยให้ผู้พักอาศัยได้มีเวลาคิด วางแผนชีวิต และธุรกิจของตัวเอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านที่ 3 ซึ่งเป็นด้านที่ขาดไม่ได้เลยคือ ด้านศิลปะของการอยู่อาศัย
หากมองถึงลูกค้าระดับ Ultra-High-Net-Worth แล้ว การที่พวกเขายอมซื้อ Penthouse ที่มูลค่า 600 ล้านบาทนั้น พวกเขาได้ก้าวข้ามเรื่องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย หรือการแสดงออกถึงความมั่งคั่งไปนานแล้ว
แต่ในระดับราคานี้นั้น คือการครอบครอง Collectible Art Piece หรือผลงานศิลปะชิ้นเอกที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้จริง
ซึ่งคุณค่าทางศิลปะระดับ World Class ก็สะท้อนคุณค่าในด้านการออกแบบของ SCOPE Thonglor ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง
1. ความพิถีพิถัน จากการเลือกใช้วัสดุทรงคุณค่าจากธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนความประณีตระดับงานคราฟต์
เพราะการตกแต่งภายใน SCOPE Thonglor ทั้ง 18 ยูนิตนั้น มีเบื้องหลังการออกแบบ คือคุณ Thomas Juul-Hansen สถาปนิกและนักออกแบบระดับโลก ผู้ออกแบบโครงการ One57 หรือ ST Tower จากนิวยอร์กนั่นเอง
นั่นจึงทำให้ทุกห้องของ SCOPE Thonglor เต็มไปด้วยรายละเอียดงานดิไซน์ ที่ไม่สามารถหาได้จากโครงการทั่วไป
ซึ่งถ้าให้ยกตัวอย่างความพิถีพิถันของ SCOPE Thonglor หนึ่งในนั้นก็คือ การเลือกใช้วัสดุจริงจากธรรมชาติที่ทรงคุณค่า และสะท้อนความประณีตระดับงานคราฟต์
เพราะการตกแต่งภายในทุกองค์ประกอบของ SCOPE Thonglor จะถูกคิดและสั่งทำพิเศษเฉพาะโครงการ พร้อมติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับท็อปอย่าง Gaggenau และ Sub-Zero
และเติมเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ Collectible Design จากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Tacchini และ Tribù รวมมูลค่าตกแต่งกว่า 40 ล้านบาทต่อยูนิต จึงทำให้ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยรายละเอียดยืนหนึ่ง ที่ไม่สามารถหาได้จากโครงการทั่วไป
2. ความเป๊ะในทุกมิติ
โดยศิลปะที่แท้จริงของ SCOPE Thonglor ไม่ได้อยู่แค่ในห้องพัก แต่ถูกคิดไปถึงภาพรวมของสถาปัตยกรรมภายนอกตึก
ด้วยเหตุนี้ ทางโครงการจึงติดตั้งม่าน Blackout ระบบไฟฟ้าสเปกเดียวกันในทุกยูนิต เพื่อให้ตัวอาคารคงความเนียบกริบ สวยงาม ไร้ที่ติ และเป็นหนึ่งเดียวเมื่อมองเข้ามาจากภายนอกไม่ว่าจะในเวลาใดก็ตาม
จากเหตุผลดังกล่าว ก็ได้สะท้อนถึงวิธีคิด ของคุณยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด) ผู้พัฒนาโครงการ SCOPE Thonglor
โดยเขาได้มีเกณฑ์ในการตั้งโจทย์ ตั้งแต่ค้นหา Insight จากลูกค้า พร้อมตั้งโจทย์ว่า กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อระดับนี้ เขาต้องการอะไรกันแน่ แล้วนำสิ่งนั้น มาตัดสินใจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่สะท้อนตัวตน และคุณค่าของแบรนด์
ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้ ก็ถือเป็นความเข้าใจลูกค้าที่แท้จริง (Customer Insight)
เพราะกลุ่มลูกค้าระดับนี้ เขาไม่ได้ต้องการแค่ความหรูหราในแบบเดิม ๆ แต่กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อระดับ
600 ล้านบาท เขามองว่าความหรูหราที่แท้จริง คือคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งคุณยงยุทธ ก็ได้ตีโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับนี้ได้เป็น 2 อย่าง นั่นคือเรื่องความ Private และ Well-Being แล้วนำโจทย์นี้ไปพัฒนาต่อ
600 ล้านบาท เขามองว่าความหรูหราที่แท้จริง คือคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งคุณยงยุทธ ก็ได้ตีโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับนี้ได้เป็น 2 อย่าง นั่นคือเรื่องความ Private และ Well-Being แล้วนำโจทย์นี้ไปพัฒนาต่อ
ซึ่งจากความ Private และ Well-Being ก็ตีโจทย์ให้ทาง SCOPE Thonglor ไม่เน้นสร้างมาหลาย ๆ ยูนิต เพื่อขายเป็นจำนวนเยอะ ๆ
แต่จะโฟกัสไปที่การทำให้ทั้งโครงการ 32 ชั้น มียูนิตเพียงแค่ 18 ยูนิต เพื่อตอบสนองความเป็นส่วนตัวขั้นสูงสุด
ซึ่งการตีโจทย์นี้สะท้อนชัดเจนใน The Penthouse of the Penthouses ขนาด Triplex 765 ตารางเมตร มูลค่า 600 ล้านบาท ที่เปรียบเสมือนการยกบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่มาไว้บนเส้นขอบฟ้าใจกลางทองหล่อ
ด้วยเพดานที่สูง 6.4 เมตร และสระว่ายน้ำส่วนตัวที่ปรับอุณหภูมิได้ และพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ เพื่อส่งมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุด
นอกจากนี้แล้ว เขายังมองว่านิยามของความลักชัวรีไม่ได้วัดกันที่ขนาดหรือมูลค่าของโครงการเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่การสร้าง “คุณภาพชีวิตที่ดี” ให้แก่ผู้อยู่อาศัย
จึงทำให้การตัดสินใจ เขาจะไม่ได้มองเรื่องใดเรื่องหนึ่งแยกขาดจากกัน แต่เขาจะมุ่งเน้นการออกแบบให้ทุกมิติทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านทำเลที่ตั้ง และการออกแบบพื้นที่เพื่อให้ตอบโจทย์ด้านความ Private และในด้าน Well-Being ของผู้พักอาศัยให้ได้มากที่สุด
เมื่อ Product และ Experience ถูกพัฒนาขึ้นจากความเข้าใจลูกค้าอย่างไม่ประนีประนอม
โครงการ SCOPE Thonglor สร้าง Brand Value ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้สูงมาก สามารถสร้าง New Benchmark ราคา 780,000 บาทต่อตารางเมตร โดยทั้งโครงการสามารถขาย Penthouse ได้แล้ว 12 ยูนิต จาก 18 ยูนิต
ดังนั้นแล้ว โครงการ SCOPE Thonglor จึงกลายเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจสะท้อนว่าตลาดระดับ Ultra-Luxury พร้อมจ่ายให้กับโครงการที่มอบความ Exclusive และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างแท้จริง มากกว่าเพียงแค่การมองเรื่องขนาดหรือมูลค่าของโครงการ
ซึ่งถ้าหากย้อนกลับไปมองในอดีต คหบดีและตระกูลเก่าแก่ ต่างกว้านซื้อที่ดินผืนใหญ่ในซอยทองหล่อ เพื่อสร้างบ้านแนวราบที่เว้นระยะห่างจากกัน ด้วยเหตุผลเดียวคือ “ความเป็นส่วนตัว (Privacy)”
เมื่อเวลาผ่านไป ย่านทองหล่อก็ได้เปลี่ยนไป จนถูกเรียกว่าเป็น Billionaires’ Row แห่งเมืองไทย
ไม่ต่างจาก 57th Street ในเกาะแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พักอาศัยระดับ Ultra Luxury ระดับโลกอย่าง One57
และเมื่อการอยู่อาศัยต้องเปลี่ยนจาก “แนวนอน” มาสู่ "แนวดิ่ง”
ดังนั้น โจทย์ของผู้ซื้อกลุ่มมหาเศรษฐีระดับ Ultra-High-Net-Worth ก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม นั่นคือการค้นหา “อาณาจักรส่วนตัวที่ไม่มีใครมารบกวน”
นี่คือสิ่งที่ SCOPE Thonglor ตีโจทย์แตกอย่างหมดจด จนสามารถปิดการขาย Triplex Penthouse มูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท ได้สำเร็จ
และนี่ก็ถือเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจของ SCOPE Thonglor ที่สามารถปิดการขาย Penthouse มูลค่า 600 ล้านบาทได้สำเร็จ
หากลองถอดรหัสความสำเร็จ จากเคสธุรกิจนี้ ก็คงเริ่มต้นมาจากการทำ Customer-Centric Product Design ที่มาจากการถอด Insight
ซึ่งเป็นความต้องการที่ลึกซึ้งจากกลุ่มลูกค้า Ultra-High-Net-Worth ที่ก้าวข้ามการสะสมความหรูหราแบบเดิม ๆ ไปสู่การตามหา Well-Being หรือความสุขสมบูรณ์ในการใช้ชีวิต และความเป็นส่วนตัวที่แท้จริง เช่นเดียวกับคฤหาสน์แนวราบในอดีต
โดย SCOPE ก็ได้นำ Insight ดังกล่าวมากำหนดเป็นแนวทางพัฒนาโครงการแบบไม่ประนีประนอม ผ่านกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน
จากการตอบโจทย์ ความต้องการของลูกค้าอย่างแม่นยำ ไม่เพียงทำให้ SCOPE Thonglor สามารถสร้างจุดขายที่แตกต่างจนไม่มีคู่แข่งเทียบเคียงได้โดยตรง
แต่ยังเป็นการยกระดับ Brand Value ของ บริษัท สโคป จำกัด ให้ก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับ Masterpiece ที่กำหนด New Benchmark หรือมาตรฐานใหม่ ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างยั่งยืน..
Reference :
- ข้อมูลเปิดเผยจาก SCOPE Thonglor
- ข้อมูลเปิดเผยจาก SCOPE Thonglor