
รู้จัก Bombardier บริษัทเครื่องบินเจ็ต ที่มีข่าวเครื่องตก ใกล้บ้านพักทรัมป์
วันนี้มีโศกนาฏกรรม เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวรุ่น Learjet 60 ผลิตโดย Bombardier ซึ่งเดินทางออกจากเมืองออสติน มุ่งหน้าไปยังประเทศบาฮามาส
ประสบอุบัติเหตุดิ่งหัวตกอย่างรุนแรง ในย่านที่อยู่อาศัย Palm Beach County รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา
จนผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องทั้ง 9 คนเสียชีวิตทั้งหมด..
และจุดที่เครื่องบินตกนั้น อยู่ห่างจาก Mar-a-Lago คฤหาสน์ส่วนตัวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใน Palm Beach County ประมาณ 6 ไมล์
โดยจุดเกิดเหตุในย่านชุมชนนั้นอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติ President Donald J. Trump ไปทางใต้เพียงไม่กี่ไมล์ แถมมีรายงานว่า ทรัมป์เพิ่งเดินทางออกจากพื้นที่ดังกล่าวไปได้ไม่นาน ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ
ข้อมูลเรดาร์และคลิปเสียงจากหอบังคับการบินระบุว่า เครื่องบินสูญเสียการควบคุมและลดระดับความสูงจาก 35,000 ฟุตอย่างกะทันหัน ก่อนที่เครื่องจะตกกระแทกพื้นจนเกิดเพลิงไหม้
ขณะนี้เจ้าหน้าที่สอบสวน ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ
ต้องบอกว่า Bombardier กลายเป็นชื่อเครื่องบินที่คนไทยรู้จักกันตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนที่คุณทักษิณ ชินวัตร ใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวรุ่น Bombardier Global 7500 ในการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ และดูไบ
แต่หลายคนคงไม่รู้ว่า ก่อนที่จะขายเครื่องบินเจ็ต บริษัทนี้เริ่มต้นด้วยการขายรถเลื่อนหิมะมาก่อน
จากรถเลื่อนหิมะ กลายเป็นเครื่องบินได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
Bombardier ก่อตั้งขึ้นในปี 1907 หรือราว ๆ สมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย โดยคุณ Joseph-Armand Bombardier
ดังนั้นถ้าถามว่า ชื่อบริษัทมาจากไหน ก็มาจากผู้ก่อตั้งบริษัทนั่นเอง
แต่จุดเริ่มต้นของบริษัท กลับไม่ใช่การทำเครื่องบินเจ็ตเลยทันที แต่เป็นการขายสิ่งห่างไกลจากเครื่องบินมาก นั่นคือ รถเลื่อนหิมะ
เขาเริ่มผลิตรถนี้ขึ้นมาตอนอายุแค่ 15 ปีเท่านั้น เพื่ออยากให้ชาวเมืองแถบชนบทควิเบกของแคนาดา เดินทางไปมาในช่วงฤดูหนาวสะดวกขึ้น
ซึ่งหลังจากนั้น เขาก็พัฒนารถเลื่อนหิมะนี้เรื่อยมา จนธุรกิจต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่การส่งไปรษณีย์ โรงพยาบาล และการขนส่งสินค้า กลายมาเป็นลูกค้าของเขา
แล้ว Bombardier ไปเกี่ยวกับเครื่องบินตอนไหน ?
จุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท ไม่ได้เกิดจากเขา แต่เกิดจากลูกเขยเขาที่ชื่อว่า Laurent Beaudoin
ในปี 1966 เมื่อลูกเขยเขาขึ้นมานั่งตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของบริษัท เขาเริ่มสร้างอาณาจักร Bombardier ให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น
เขาเริ่มต้นด้วยการไปไล่ซื้อกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นแคนาดา หลังจากเขาขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ได้แค่ 3 ปีเท่านั้น
แต่เขาก็ไม่ได้หยุดคิดใหญ่แค่นี้ เพราะยังไปรุกธุรกิจที่ไม่เคยทำมาก่อน อย่างธุรกิจรถไฟอีกด้วย
เขาเข้าซื้อธุรกิจผลิตรถไฟในยุโรป แล้วค่อย ๆ ปั้นธุรกิจใหม่นี้ จนสามารถได้สัญญาฉบับแรกในการสร้างขบวนรถไฟใต้ดินแรกของรัฐมอนทริออลในปี 1974
ต่อจากนั้น ก็ได้สัญญานอกแคนาดา ด้วยการขายขบวนรถไฟใต้ดินให้กับรัฐนิวยอร์กในปี 1982 ตามมา
ถึงตอนนี้ เรียกได้ว่า Bombardier เป็นธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเยอะแล้ว เพราะมีทั้งธุรกิจขายรถเลื่อนหิมะและขายรถไฟฟ้า
แต่เขายังทะเยอทะยานไปกว่านั้นอีก ด้วยการซื้อกิจการ Canadair ธุรกิจผลิตเครื่องบินเจ็ตและเครื่องบินดับไฟไหม้ ในปี 1986
การซื้อกิจการเครื่องบินแบบนี้ ทำให้ Bombardier กลายเป็นธุรกิจขนส่งทั้ง 3 ทาง ไล่ตั้งแต่การเดินทางบนหิมะ เดินทางรถไฟ และเครื่องบิน ภายใต้บริษัทเดียวกัน
ซึ่งทำให้บริษัท กลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเหล่านี้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แต่ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อบริษัทเปลี่ยนจากการรุกตลาดแค่เครื่องบินส่วนตัว มาเป็นเครื่องบินพาณิชย์มากขึ้น
เครื่องบินพาณิชย์ ไม่เหมือนตลาดเครื่องบินส่วนตัว เพราะด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ต่างออกไป ทำให้บริษัทต้องลงทุนพัฒนาเครื่องบินตระกูล C Series ขึ้นมา
แต่การรุกเข้าตลาดใหม่ กลับกลายเป็นหายนะของบริษัทแทน เพราะบริษัทต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จนสุดท้ายเริ่มขาดทุนตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา
แทนที่จะถอนตัวออกจากตลาดนี้ Bombardier ยังคงรุกตลาดนี้ จนตามมาด้วยหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องประกาศล้มละลายในปี 2015 แทน
ซึ่งทำให้ Bombardier ตัดสินใจหาพาร์ตเนอร์มาทำเครื่องบินรุ่น C Series ด้วยกัน นั่นคือ Airbus เพื่อเป็นช่องทางในการขายเครื่องบินรุ่นนี้ไปด้วย
แต่ด้วยปัญหาหนี้สินที่สะสมมานาน ทำให้ Bombardier ตัดสินใจขายหุ้นส่วนในเครื่องบินรุ่นนี้ทิ้งให้กับ Airbus แลกกับเงินก้อนโตมาใช้หนี้ในปี 2019
ซึ่งปีนั้นปีเดียว บริษัทขาดทุนสุทธิมากถึง 54,300 ล้านบาท..
ต่อมาในปี 2020 บริษัทก็ตัดสินใจขายธุรกิจที่เกี่ยวกับรถไฟออกไปให้กับ Alstom
กลายเป็นว่าตอนนี้ Bombardier เหลือแค่ธุรกิจเครื่องบินเจ็ตอย่างเดียวแทน เพราะในปี 2003 ก็ได้ขายธุรกิจรถเลื่อนหิมะให้นักลงทุนรายอื่นไปแล้ว
ปิดตำนานบริษัทที่เคยทำธุรกิจหลายอย่าง ตั้งแต่รถเลื่อนหิมะ รถไฟ ไปจนถึงเครื่องบิน
แต่การยอมเจ็บเพื่อจบ ทำให้หลังจากนั้นผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นเรื่อย ๆ
ปี 2022 มีรายได้ 233,420 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 5,979 ล้านบาท
ปี 2023 มีรายได้ 271,929 ล้านบาท กำไรสุทธิ 13,985 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 292,873 ล้านบาท กำไรสุทธิ 11,451 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 322,599 ล้านบาท กำไรสุทธิ 30,368 ล้านบาท
และตอนนี้มีมูลค่าบริษัทใหญ่ถึง 2.1 ล้านล้านบาท
ซึ่งราคาหุ้นของ Bombardier ได้ปรับตัวขึ้นมากว่า 42% แล้วนับจากตอนต้นปี
เรียกได้ว่า การมาโฟกัสแค่ธุรกิจเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวอย่างเดียว ทำให้บริษัทมีความโดดเด่นชัดขึ้น และมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่า
ปัจจุบัน Bombardier มีทั้งการสร้างเครื่องบินลำใหม่ แล้วขายพ่วงกับบริการ รวมไปถึงการขายเครื่องบินมือสอง ที่ได้รับการซ่อมบำรุงแล้วในราคาที่ถูกลง
และไม่ใช่แค่เครื่องบินเจ็ตเท่านั้น แต่บริษัทยังพัฒนาเครื่องบินสอดแนม เพื่อรุกเข้าสู่ตลาดใหม่เพิ่มเติมอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องราวของ Bombardier บริษัทจากแคนาดา ที่ครั้งหนึ่งเริ่มต้นด้วยการขายรถเลื่อนหิมะ
และมาวันนี้ กลายเป็นผู้นำเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวแบบสุดหรู ที่คนไทยหลายคน คุ้นชื่อกันเป็นอย่างดีไปแล้ว
ทว่า จากข่าวโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น
ก็ทำให้ฉุดคิดว่า แม้ Bombardier จะใช้เวลาหนึ่งศตวรรษในการสร้างชื่อเรื่องความหรูหรา จนเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว
แต่สิ่งที่ไม่อาจทดแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินราคาแพงแค่ไหน
ก็ยังคงเป็นการพาทุกคนบนเครื่อง กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย..