วิกฤติศรัทธา 1,000 ล้าน มูลนิธิตั้งใจทำดี แต่ความจริงทำอย่างอื่น

วิกฤติศรัทธา 1,000 ล้าน มูลนิธิตั้งใจทำดี แต่ความจริงทำอย่างอื่น

ทุกบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
สิ่งที่นักลงทุนอยากรู้ คือบริษัทมีรายได้จากไหน ใช้เงินไปกับอะไร
ระบบของบริษัทมีผู้ตรวจสอบบัญชี และมีระบบควบคุมภายในที่ดีพอหรือไม่
กรรมการบริษัทมีใครบ้าง กรรมการตรวจสอบคือใคร
หากมีธุรกรรมที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีรายการระหว่างกัน เรื่องพวกนี้ต้องถูกรายงานในกรรมการตรวจสอบ
ซึ่งขนาดมีกฎเกณฑ์ที่รัดกุมขนาดนี้
เราก็ยังเห็นข่าวบางบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีเรื่องทุจริต
แล้วถ้าเปลี่ยนจากบริษัท เป็นมูลนิธิ วัด หรือองค์กรที่เปิดรับเงินบริจาคจากประชาชน
ระบบตรวจสอบที่ผ่อนคลายกว่า
แต่มีเงินหมุนเวียนไม่แพ้กัน
บางองค์กรอาจถึงระดับ 1,000 ล้านบาท
ทำไมเราจึงมักให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของบุคคล และความศรัทธาที่มีต่อองค์กร
มากกว่าระบบตรวจสอบทางการเงิน ?
นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สังคมไทยควรกลับมาทบทวน จากวิกฤติความเชื่อมั่นที่กำลังเกิดขึ้น
แล้ววิกฤติครั้งนี้ กำลังสะท้อนปัญหาอะไรเกี่ยวกับระบบบริหารเงินบริจาคของสังคมไทย 
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลองนึกถึงบริษัทที่เริ่มต้นจากผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว..
ช่วงแรก เจ้าของอาจรับเงิน จ่ายเงิน และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง
แต่เมื่อธุรกิจเติบโตจนมีรายได้หลักร้อยล้านหรือพันล้านบาท บริษัทก็จำเป็นต้องมีระบบบัญชี การควบคุมภายใน ผู้สอบบัญชี และการแบ่งแยกอำนาจอนุมัติ
เพราะยิ่งองค์กรบริหารเงินมากขึ้น ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ก็อาจสร้างความเสียหายได้มากขึ้นตามไปด้วย
นี่คือหลักการที่เรียกว่า ธรรมาภิบาล ในองค์กร
องค์กรการกุศลก็เช่นกัน..
หลายแห่งเริ่มต้นจากผู้ก่อตั้งที่มีความตั้งใจดี และได้รับความศรัทธาจากประชาชน
แต่เมื่อเงินบริจาคและจำนวนโครงการเพิ่มขึ้น ความซับซ้อนในการบริหารก็เพิ่มขึ้นตาม
ชื่อเสียงและผลงานการทำความดีในอดีต จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าองค์กรจะมีระบบบริหารเงินที่ดีเสมอไป
คนที่มีเจตนาดี ก็อาจบริหารงานผิดพลาดได้
หรือต่อให้ผู้บริหารซื่อสัตย์ ก็ยังมีความเสี่ยงจากบุคคลรอบข้าง รวมถึงผลประโยชน์ทับซ้อน
ระบบตรวจสอบที่ดีจึงมีไว้เพื่อปกป้องทั้งเงินบริจาค และคนที่ทำงานอย่างสุจริต
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ โครงสร้างของเงินบริจาค
เพราะการบริจาคมีคนเกี่ยวข้องถึง 3 ฝ่าย
- ผู้บริจาค เป็นผู้มอบเงิน
- องค์กรการกุศล เป็นผู้บริหารเงิน
- ผู้เดือดร้อน เป็นผู้ได้รับประโยชน์
ปัญหาคือ ผู้บริจาคอาจไม่รู้ว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร 
ในขณะที่ผู้รับความช่วยเหลือก็ไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบแล้วรายงานกลับไปที่ผู้บริจาค
ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูล เพราะฝ่ายบริหารเงิน รู้ข้อมูลมากกว่าฝ่ายที่มอบเงินให้
ตัวอย่างง่าย ๆ เราบริจาค 1,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
เราอาจไม่รู้ว่าเงินถูกนำไปช่วยเหลือจริงเท่าไร มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเท่าไร และเหลือเงินอีกเท่าไร
ทั้งที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเป็นเรื่องปกติขององค์กรการกุศล แต่ผู้บริจาคก็ควรตรวจสอบได้ว่าเงินถูกใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ยิ่งผู้บริจาคมองไม่เห็นปลายทางของเงินมากเท่าไร 
ระบบตรวจสอบที่เป็นอิสระก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
แล้วประเทศไทยมีมาตรฐานรองรับเรื่องนี้แค่ไหน ?
ปัจจุบัน มูลนิธิในประเทศไทยมีข้อกำหนดให้ส่งรายงานผลการดำเนินงานและงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรองต่อนายทะเบียนทุกปี
ส่วนวัดก็มีแนวปฏิบัติเรื่องบัญชีรายรับรายจ่ายและการบริหารเงินเช่นกัน
คำถามสำคัญคือ ข้อมูลเหล่านี้ถูกตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน และประชาชนเข้าถึงได้ง่ายเพียงใด
ลองเปรียบเทียบกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
นักลงทุนสามารถเปิดดูงบการเงิน รายงานประจำปี และรายการที่เกี่ยวโยงกันได้
แล้วองค์กรการกุศลที่รับเงินจากประชาชนหลายร้อยล้านบาท ควรมีมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลอย่างไร 
เรื่องนี้มีตัวอย่างจากสิงคโปร์
ที่องค์กรการกุศลจดทะเบียนต้องส่งรายงานประจำปีและงบการเงิน ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เปิดเผยผ่าน Charity Portal ได้
พร้อมมีแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลที่กำหนดตามขนาดและประเภทขององค์กร เพื่อให้การกำกับดูแลเหมาะสมกับความเสี่ยง
ซึ่งเป็นแนวคิดที่ประเทศไทยสามารถนำมาศึกษาได้
ในมุมมองของลงทุนแมน ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรยกระดับมาตรฐานการรับบริจาคจากสาธารณะ
ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ สมาคม วัด หรือบุคคลที่เปิดรับเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคม
โดยใช้หลักการร่วมกันว่า ต้องสามารถตรวจสอบที่มาของเงิน ผู้รับผิดชอบ และผลการใช้เงินได้
แน่นอนว่าองค์กรที่รับบริจาคจำนวนน้อย ย่อมมีต้นทุนและความเสี่ยงต่างจากองค์กรที่รับเงินเป็นพันล้านบาท
ดังนั้น มาตรฐานการตรวจสอบอาจเพิ่มขึ้นตามขนาดและความเสี่ยงได้
โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ ควรมีการแยกบัญชีเงินบริจาคออกจากเงินส่วนตัว แบ่งแยกอำนาจอนุมัติ และมีระบบควบคุมการใช้เงินตั้งแต่ก่อนจ่าย
เช่น การทำสัญญาจ้าง การตรวจรับงาน การอนุมัติรายการใช้เงินขนาดใหญ่ และการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวหรือธุรกิจของผู้บริหาร
พร้อมเปิดเผยงบการเงิน การใช้เงินตามโครงการ และผลลัพธ์จากเงินบริจาคให้ประชาชนตรวจสอบได้
ภาครัฐอาจพัฒนาระบบข้อมูลกลาง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้จากที่เดียว
เพราะการมีระบบควบคุมที่ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้องค์กรที่บริหารอย่างสุจริตสามารถพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของตัวเองได้
วิกฤติศรัทธาครั้งนี้ จะจบลงอย่างไร..
ในระยะสั้น ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม พิสูจน์เส้นทางการเงิน และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่พิสูจน์ได้ว่ากระทำผิด
แต่ในระยะยาว สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบการบริจาคทั้งหมด
เพราะหากประชาชนเริ่มไม่มั่นใจว่าเงินจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง ก็อาจตัดสินใจบริจาคน้อยลง
สุดท้าย องค์กรที่ทำงานอย่างโปร่งใสก็อาจระดมทุนได้ยากขึ้น
และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อาจเป็นผู้ป่วย ผู้ยากไร้ หรือผู้ประสบภัยที่กำลังรอความช่วยเหลือ
สิ่งที่คนไทยจะได้เรียนรู้ในคราวนี้ก็คือ
ต่อไป มูลนิธิ วัด องค์กรที่รับบริจาค ต้องตรวจสอบให้โปร่งใส
อย่ามุ่งหวังศรัทธาเพียงแค่บุคคล หรือชื่อองค์กร
เพราะถึงแม้บางองค์กรบอกว่าจะตั้งใจทำดี แต่ความจริงอาจจะไม่ได้ทำอย่างนั้น..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon