สรุปไฮไลต์ EARTH JUMP 2026 ความยั่งยืน ยุค AI ครองโลก

สรุปไฮไลต์ EARTH JUMP 2026 ความยั่งยืน ยุค AI ครองโลก

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x KBank
ในโลกที่ธุรกิจต้องรับมือความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่สูงขึ้น และ AI
หลายคนอาจมองว่าความยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero อาจเป็นเรื่องที่รอได้
แต่ความจริงคือ ความยั่งยืนกำลังเป็นตัวกำหนดว่าใครจะได้ไปต่อ หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
คำถามจึงไม่ใช่ว่าต้องทำหรือไม่ แต่คือควรจะทำอย่างไรมากกว่า
นี่คือโจทย์สำคัญที่ EARTH JUMP 2026 โดย KBank จัดขึ้นภายใต้ธีม A Bridge to Empowered Actions ที่ไม่ได้ต้องการแค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่ต้องการพาธุรกิจข้ามไปสู่การลงมือทำจริง
ธุรกิจไทยต้องปรับตัวอย่างไร ?
แล้วทำไมความยั่งยืน ถึงเป็นเงื่อนไขการเติบโตในกติกาใหม่ของโลก ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คุณขัตติยา อินทรวิชัย CEO KBank มองว่า การเปลี่ยนธุรกิจสู่ความยั่งยืนได้ สิ่งแรกที่ต้องปรับคือ วิธีคิด โดย 4 มุมมองสำคัญ ที่เป็นสะพานไปสู่ความยั่งยืน
- เปลี่ยนจากเป้าหมายเอาตัวรอดในระยะสั้น เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน
- เปลี่ยนมุมมองเรื่องกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เป็นโอกาสทางการแข่งขัน
- เปลี่ยนจากความรับผิดชอบในองค์กร สู่ความร่วมมือทั้งซัปพลายเชน
- เปลี่ยนการตั้งเป้าหมายและให้คำมั่นสัญญา สู่การลงมือทำจริง
แม้หลายคนมองว่า Net Zero ต้องเริ่มจากการลงทุนก้อนใหญ่ แต่จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นง่าย ๆ อาจจะเริ่มต้นจากการลด Waste ในธุรกิจ เช่น ขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน, สินค้าที่ต้องทิ้ง หรือการผลิตเกินความต้องการ
เพราะเมื่อ Waste ต่าง ๆ ลดลง คาร์บอนและต้นทุนก็จะลดลงตาม รวมถึงกำไรก็เพิ่มขึ้น ซึ่งนี่คือก้าวแรกของความยั่งยืน ที่ทุกธุรกิจเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้
KBank ตั้งเป้าผลักดันพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดสู่ Net Zero ในปี 2050
รวมทั้งทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ และเครื่องมือที่จำเป็น
เพื่อให้ธุรกิจทุกขนาดพร้อมเติบโตไปกับกติกาใหม่ของโลกอย่างยั่งยืน
แล้ว กติกาใหม่ของโลก คืออะไร ?
หนึ่งในคำตอบที่เห็นได้ชัด คือการเติบโตของ AI และ Data Center ที่ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และยิ่งเติบโตมากเท่าไร ความสำคัญของพลังงานและความยั่งยืนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ที่น่าสนใจ เรื่องนี้มีการแบ่งปันมุมมองจากบนเวทีเสวนาหัวข้อ “ความยั่งยืน License to Operate AI & Data Center” โดยมีผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำมาร่วมพูดคุย ได้แก่
- ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
- คุณนพเดช กรรณสูต นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บมจ.บี.กริม เพาเวอร์
- คุณสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์
- คุณบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ อีสท์ วอเตอร์
หลายคนเริ่มพูดถึงแนวคิด No Sustainability, No Scale หรือพูดง่าย ๆ ถ้าธุรกิจไม่สามารถจัดการความยั่งยืนได้ การเติบโตในระยะยาวก็อาจมีข้อจำกัดตามไปด้วย
ทีนี้ในมุมมองระดับมหภาค..
แน่นอนว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกดิจิทัล ที่ช่วยดึงโครงสร้างอุตสาหกรรม การลงทุน และเม็ดเงินมหาศาลไหลตามมาคล้ายกับการสร้างถนน เมื่อสร้างเสร็จก็จะมีธุรกิจ ร้านค้า หรือโครงการต่าง ๆ ตามมาเอง
ทำให้การแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยประเทศที่มีความพร้อมด้านพลังงานและความยั่งยืนก็จะกลายเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน Data Center
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในโอกาสครั้งนี้ ?
จริง ๆ แล้ว ประเทศไทยมี 4 จุดแข็งสำคัญที่สามารถดึงดูดการลงทุน Data Center ในอนาคตได้
1. ความได้เปรียบจากการมาทีหลัง
หลายประเทศมี Data Center รุ่นเก่าที่ถูกออกแบบมาสำหรับเทคโนโลยีในอดีต แต่การมาทีหลังของไทย เปิดโอกาสให้เริ่มต้นด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI ตั้งแต่แรก
กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ยกตัวอย่างโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น การรองรับชิป AI รุ่นใหม่อย่าง Blackwell ได้ตั้งแต่ต้น หรือระบบระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
นอกจากนี้ การมี Data Center ในประเทศยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการเก็บข้อมูล เช่น ถ้าการเชื่อมอินเทอร์เน็ตจากต่างประเทศขัดข้อง ระบบข้อมูลและ AI ไทย ก็จะยังคงปลอดภัยและทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
พูดง่าย ๆ โครงสร้างนี้ จะช่วยให้ไทยรองรับการประมวลผล AI ได้ดีขึ้น ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าขึ้น และพร้อมรองรับการเติบโตอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคต
2. ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร
Data Center ระดับ Hyperscale ถ้าไฟฟ้าหยุดทำงานไม่กี่วินาที ก็อาจสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล
แต่หนึ่งในจุดแข็งของไทยคือ ระบบไฟฟ้าที่เสถียรสูง และมีความต่อเนื่องในการจ่ายไฟดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค 2.5 เท่า
ขณะที่ กฟผ. มีกำลังผลิตสำรองที่พร้อมรองรับ Data Center ได้ 550 เมกะวัตต์ใน 3 พื้นที่ และมีแผนรองรับไฟฟ้าสะอาดเพิ่ม 3,000-4,000 เมกะวัตต์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบจาก 25% เป็น 70% ในอนาคต
ที่สำคัญ เมื่อ Data Center ยุคใหม่ต้องการไฟฟ้าสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง ไทยก็กำลังเดินหน้าสู่ Grid Modernization ด้วยการนำ AI มาช่วยบริหารจัดการระบบไฟฟ้า
รวมทั้งยังเปิดทางให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวผ่านโครงการ Utility Green Tariff หรือ UGT โดยมีพลังน้ำแบบสูบกลับ และแบตเตอรี่สีเขียวขนาดยักษ์ คอยสำรองไฟสะอาดไว้จ่ายในช่วงกลางคืน
3. ระบบน้ำที่ยืดหยุ่น
Data Center ต้องใช้น้ำระบายความร้อน ระบบน้ำจึงกลายเป็นอีกเรื่องที่นักลงทุนให้ความสำคัญ
และหนึ่งในจุดแข็งของไทย คือความพร้อมของโครงข่ายท่อส่งน้ำของอีสท์ วอเตอร์ ในพื้นที่ EEC ที่มีความยาวกว่า 500 กม. และสามารถผันน้ำข้ามพื้นที่เพื่อลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศได้
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมใช้น้ำเพียง 7-8% ของปริมาณน้ำทั้งหมดในระบบ รวมทั้งกรมชลประทานยังให้ความสำคัญกับการจัดสรรน้ำกับภาคชุมชนและภาคเกษตรกรรมเป็นลำดับแรกเสมอ
ทั้งหมดเลยช่วยให้ Data Center สามารถเติบโตคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะยาวได้
4. ทักษะของคนไทย
การเข้ามาของ AI และ Data Center ไม่ได้จบแค่การสร้างอาคารและเซิร์ฟเวอร์ แต่ยังต่อยอดการพัฒนาคน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วคือ โครงการ Hyperscale Data Center ขนาด 94 เมกะวัตต์ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ในจังหวัดชลบุรี ที่ใช้บริการผู้รับเหมา แรงงาน และซัปพลายเชนของไทยเกิน 90%
ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง บี.กริม เพาเวอร์ สร้างรากฐานตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการสนับสนุนเยาวชนให้เรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์แล้วกว่า 180,000 คน
พร้อมทั้งร่วมมือกับสถานศึกษา เช่น สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และการดึงสถาบันระดับโลกอย่าง Harbour.Space จากสเปน มาร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อพัฒนาหลักสูตร AI, Digital และ Data Center ตั้งแต่ระดับการศึกษา ไปจนถึงทำงานจริง
ถึงตรงนี้ คงเห็นแล้วว่าการเติบโตของ AI และ Data Center ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องความเร็วหรือต้นทุน
แต่มีความยั่งยืนเป็นอีกเงื่อนไขการเติบโตในยุคนี้
กติกานี้ ไม่จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่เริ่มส่งผลมาถึงธุรกิจทุกขนาดในไทย เพราะเมื่อบริษัทเหล่านี้ปรับตัว ซัปพลายเชนและคู่ค้าทั้งหมดก็ต้องปรับตามไปด้วย
เมื่อความยั่งยืนเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางธุรกิจ KBank จึงออกแบบตัวช่วยสนับสนุนธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านเรื่องนี้ได้จริง โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
- การสนับสนุนด้านการเงิน
เช่น สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้ (Sustainability-Linked Loan for SME) ที่ให้ดอกเบี้ยพิเศษ ถ้าธุรกิจทำได้ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน หรือมีผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้จริง
รวมถึง K-Climate Shield Loan สินเชื่อเพื่อช่วยธุรกิจลงทุนระบบป้องกันและรับมือความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย สนับสนุนการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่ากว่าการเยียวยาความเสียหายภายหลัง
- การสนับสนุนที่มากกว่าการเงิน (Beyond Banking) ผ่าน K-Climate Solutions
โซลูชันครบวงจรที่ออกแบบมาช่วยธุรกิจเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
ครอบคลุมตั้งแต่ ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์
รวมถึง KCLIMATE1.5 แพลตฟอร์มช่วยคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
พร้อมกับ K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยธุรกิจวางกลยุทธ์และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
และหลักสูตร Net Zero CEO และ Net Zero Leader สำหรับผู้บริหาร เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืน
สุดท้ายแล้ว วิกฤติและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป อาจไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมได้
แต่เราตั้งรับได้ด้วย วิธีการรับมือ ในวันที่ความยั่งยืนเป็นเงื่อนไขของการเติบโต โอกาสจึงอาจเป็นของคนที่เริ่มลงมือก่อน.. นักธุรกิจที่อยากปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สามารถดูรายละเอียด K-Climate Solutions ได้ที่ www.kasikornbank.com/k_gogreen
Reference :
- EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon