
3 เหตุผลที่ UBS และกองทุนระดับโลก AUM ล้านล้าน มองว่าไทย น่าสนใจลงทุน
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เข้าร่วมการประชุมโรดโชว์ของคณะรัฐบาลไทยกับนักลงทุนสถาบันที่กรุงลอนดอน และให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศภายในห้องประชุมครั้งนี้
การประชุมจัดขึ้นที่โรงแรม The Dorchester ผู้เข้าร่วมคือผู้บริหารระดับสูงสุด 9 ท่าน จาก 8 กองทุนยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่บริหารสินทรัพย์ (AUM) รวมกันราว 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวอย่างเช่น BlackRock กองทุนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐฯ
และ Schroders กองทุนเก่าแก่สัญชาติอังกฤษ
และ Schroders กองทุนเก่าแก่สัญชาติอังกฤษ
คุณสรวิศเล่าว่า ตลอดการประชุม นักลงทุนกลุ่มนี้เอ่ยถามคำถามเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์เป็นหลัก
หลังจบการประชุม UBS กลุ่มธนาคารและการลงทุนข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดจากสวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะเจ้าภาพร่วมจัดงาน ได้สรุปความเห็นของนักลงทุนทั้ง 8 กองทุนกลับมาเป็น 3 เหตุผลหลัก ที่ทำให้ประเทศไทย อยู่ในเรดาร์การลงทุนของพวกเขา
เหตุผลที่ว่า มีอะไรบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แต่ก่อนจะไปถึง 3 เหตุผลนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า ฝ่ายไทยเอาอะไรไปนำเสนอในห้องประชุมต่อนักลงทุน
การนำเสนอของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ครอบคลุมประเด็นหลากหลายด้าน เริ่มจากเรื่องความปลอดภัยของเงินลงทุน โดยรัฐบาลย้ำจุดยืนพร้อมต้อนรับนักลงทุน และสร้างความมั่นใจว่า เงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย จะมีความปลอดภัย
พร้อมชูนโยบายชัดเจนในการปราบปรามและขจัดธุรกิจผิดกฎหมาย สแกมเมอร์ และทุนสีเทาให้หมดไป โดยเน้นการสร้างธรรมาภิบาล (Governance) และความน่าเชื่อถือให้แก่ตลาดทุนไทย
ผสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ สำนักงาน ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศในการปราบปรามการฟอกเงิน
พร้อมยกตัวอย่างว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างประเทศชั้นนำ ได้ปรับเพิ่ม Credit Outlook ของไทยตามมาแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงการได้รับการยอมรับในผลงานและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทยในระดับสากล
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไทยยืนยันจุดยืนว่า เป็นเพื่อนกับทุกประเทศ และไม่เป็นศัตรูกับใคร โดยเน้นย้ำเรื่องการรักษา Strategic Autonomy ซึ่งมีความหมายทางการทูตคือ การรักษาความสมดุล มีอิสระ มีความยืดหยุ่น และไม่เลือกข้าง
พร้อมวางตำแหน่งไทยให้เป็นศูนย์กลางของอาเซียน หรือ Heart of ASEAN เพื่อใช้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ทางการค้าและการลงทุน
ด้านพลังงาน มีการชูนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดันโครงการ Solar Rooftop เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด พร้อมมีมาตรการสนับสนุนทางการเงินให้แก่ภาคครัวเรือนที่ต้องการติดตั้ง
ควบคู่กับการยืนยันว่า ไทยมีพลังงานเพียงพอรองรับการเติบโตของธุรกิจ Data Center ที่กำลังมีคำขอส่งเสริมการลงทุน BOI เข้ามาจำนวนมาก
โดยนายกฯ สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานกลางขึ้นมาดูแลระบบ ระเบียบ และกฎเกณฑ์ ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ประเทศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ
ด้านห่วงโซ่อุปทาน ชูจุดแข็งว่าไทยเป็น Food Hub หรือศูนย์กลางด้านอาหารของอาเซียน ชี้ให้นักลงทุนเห็นว่า การเข้ามาลงทุนในไทยมองไกลกว่าแค่ตลาดในประเทศที่มีประชากร 70 ล้านคน
เพราะไทยมีระบบ Distribution Network ที่เชื่อมต่อไปยังประชากรอีกกว่า 500 ล้านคนในอาเซียน ด้วยห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายกระจายสินค้าที่เข้มแข็ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ด้านทิศทางการดึงดูดการลงทุน ในอดีตนักลงทุนเข้ามาไทยเพราะแรงงานราคาถูก และค่าครองชีพต่ำ
แต่ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การดึงดูด Tech Sector ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้จะนำเทคโนโลยีเข้ามาด้วยตัวเอง เพราะไทยมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและครบถ้วนสมบูรณ์รองรับอยู่แล้ว
ด้านการศึกษาและกำลังคน นายกฯ เน้นย้ำการลงทุนด้านการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรทักษะระดับปานกลางถึงสูง
เช่น การผลักดันการลดดอกเบี้ยเงินกู้ กยศ. เหลือ 1% เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กว้างขึ้น
เช่น การผลักดันการลดดอกเบี้ยเงินกู้ กยศ. เหลือ 1% เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กว้างขึ้น
พร้อมตั้งเป้าหมายนำประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิก OECD ภายใน 2 ปี
โดยระบุว่า Priority หลักของรัฐบาลคือ การทำให้ประเทศไทย "Predictable" หรือคาดการณ์ได้ และ "Investable" หรือดึงดูดน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติ
หลังฟังการนำเสนอทั้งหมด ทาง UBS ได้สรุป 3 เหตุผลหลักของ 8 กองทุนยักษ์ใหญ่ ที่ตอบว่าทำไมพวกเขาถึงสนใจและเห็นศักยภาพของประเทศไทย
เหตุผลแรก นักลงทุนยกให้เรื่องเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด ในการกลับมาสนใจไทยอีกครั้ง
เพราะเสถียรภาพทางการเมืองสร้าง Predictability หรือความแน่นอนที่คาดเดาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนสถาบันต้องการมากที่สุดก่อนตัดสินใจเข้าลงทุนก้อนใหญ่
หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นและมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น ตลาดหุ้นไทยเองก็ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย
อีกทั้งเสถียรภาพนี้ ยังเปิดโอกาสให้รัฐบาลดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง
เหตุผลที่สองคือ สิ่งที่นักลงทุนเรียกว่า New Investment Cycle หรือวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ที่ให้น้ำหนักกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ตัวเลขที่ยืนยันเทรนด์นี้ชัดเจนมาก ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ของไทยในช่วงครึ่งปีแรก สูงถึง 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้ง Tech Sector, AI Supply Chain, Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ และแผ่นวงจรพิมพ์
นักลงทุนมองว่านี่คือคลื่นการลงทุนใหม่ ที่อาจเติบโตยิ่งใหญ่ไม่แพ้ยุคที่ไทยเคยได้รับฉายา Detroit of Asia ในอุตสาหกรรมยานยนต์มาก่อน
เหตุผลสุดท้ายคือ นักลงทุนมองว่ารัฐบาลมีทั้งความมุ่งมั่นและความสามารถในการบริหารจัดการ หรือ Execution Capability ที่จะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่นโยบายที่ประกาศไว้บนกระดาษ
ซึ่งในมุมมองของ UBS ได้มองว่า สิ่งที่ไทยทำนั้น ถือว่ามาถูกทางแล้ว
3 เหตุผลที่ UBS สรุปมาให้ฟังนี้ ที่จริงแล้วเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เสถียรภาพทางการเมือง เปิดทางให้เกิดวัฏจักรการลงทุนคุณภาพใหม่ และวัฏจักรใหม่นี้เอง ที่กลายเป็นบททดสอบว่า รัฐบาลจะมีความสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริงได้มากน้อยแค่ไหน
วันนี้ นักลงทุนระดับโลก เริ่มกลับมามองประเทศไทยด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป จากประเทศที่เคยพึ่งพาความได้เปรียบด้านต้นทุน สู่ประเทศที่กำลังพยายามเป็นฐานของเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนรอบใหม่ของภูมิภาค
แต่การกลับมาอยู่ในเรดาร์ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
และคำถามสำคัญต่อจากนี้คือ
และคำถามสำคัญต่อจากนี้คือ
ไทยจะทำอย่างไรให้ความสนใจนั้น กลายเป็นการลงทุนจริง และเปลี่ยนการลงทุนจริง ให้กลายเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ในที่สุด..