กรณีศึกษา เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ ธนาคาร CIMB THAI เป็นธนาคารที่ชนะใจนักลงทุน

กรณีศึกษา เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ ธนาคาร CIMB THAI เป็นธนาคารที่ชนะใจนักลงทุน

10 มิ.ย. 2021
กรณีศึกษา เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ ธนาคาร CIMB THAI เป็นธนาคารที่ชนะใจนักลงทุน
CIMB THAI X ลงทุนแมน
การที่จะตัดสินใจใช้บริการหรือเป็นลูกค้าธนาคารใดธนาคารหนึ่ง
หลายคนมักเลือกธนาคารที่มีชื่อเสียง ตัดสินใจเลือกเพราะความคุ้นเคย หรือความสะดวกในการเข้าถึงสาขา ตรงนี้เองที่เป็นหนึ่งในเหตุผลทำให้ธนาคารขนาดใหญ่มีลูกค้าในมือจำนวนมหาศาล
แต่ในยุค Digital ทำให้การบริการทางการเงินเข้าถึงได้สะดวกสบาย ข้อจำกัดลดลง
ธนาคารยักษ์ใหญ่จึงไม่ได้เป็นผู้นำทางการเงินในทุกด้านอีกต่อไป
การแข่งขันนั้นกลับไปขึ้นกับความสามารถเฉพาะทาง ความคล่องตัวในการนำเสนอบริการทางการเงิน รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันมีธนาคารขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เป็นผู้นำตลาดด้านการลงทุนหลากหลายประเภท ธนาคารนั้นมีชื่อว่า CIMB THAI
ที่น่าสนใจก็คือ ธนาคาร CIMB THAI จะเป็นผู้นำตลาดการลงทุนประเภทไหนบ้าง
แล้วมีวิธีการอย่างไร ที่ทำให้ธนาคารตัวเองโดดเด่นในสายตานักลงทุน
ลงทุนแมน จะเล่าให้ฟัง
ข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า
ในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา กลุ่ม ธนาคาร CIMB THAI มีส่วนแบ่งตลาดหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงอยู่ที่ 36.33% หรือคิดเป็นมูลค่า 17,707 ล้านบาท เป็นอันดับหนึ่งแซงหน้าทุกสถาบันการเงิน
และในปีเดียวกันข้อมูลจาก Thai BMA ระบุว่า ธนาคาร CIMB THAI มีส่วนแบ่ง 11.52% ครองอันดับหนึ่งในตลาดค้าตราสารหนี้ทุกประเภท ด้วยมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท
ที่น่าตื่นใจก็คือในผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ CIMB THAI ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน
เช่น เป็นธนาคารที่จำหน่ายหุ้นกู้เอกชนตลาดแรกที่มีส่วนแบ่ง 12.28%
ครองตำแหน่งอันดับ 3 ในตลาดที่แข่งขันสูงนี้ ด้วยการนำ Digital มาผสานกับทีมงานผู้แนะนำการลงทุนที่แข็งแกร่ง ในการจัดจำหน่ายโดยไม่ต้องพึ่งจำนวนสาขาอีกต่อไป
หลายคนคงถามว่า CIMB THAI มีวิธีหรือกลยุทธ์เด็ดอะไร ที่ชนะใจนักลงทุน
สิ่งแรกที่เห็นชัดสุดก็น่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์การลงทุน ที่ครอบคลุม และตอบโจทย์
ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน โลกการเงินหมุนไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับมีผลิตภัณฑ์การเงินให้เลือกลงทุนหลากหลาย
การจะรับผลตอบแทนที่อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์หรือฝากประจำที่ 0.2-1.2% ต่อปี
ดูเป็นทางเลือกที่หลายคนมองว่า ไม่คุ้มค่าเท่าไร เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น ซึ่งผลตอบแทนจะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
นอกจากการลงทุนในกองทุนรวมที่ดูเหมือนจะคล้าย ๆ กันไปทุก ๆ ที่ ธนาคาร CIMB THAI ก็ได้สร้างสรรค์การลงทุนรูปแบบอื่น ๆ ให้นักลงทุนได้เลือกอีกหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น
หุ้นกู้อนุพันธ์ตระกูล Maxi ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ธนาคาร CIMB THAI ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดนี้ สิบกว่าปีมาแล้ว หรือ ผลิตภัณฑ์ KIKO ที่อ้างอิงกับราคาหุ้นใน SET50 ที่หลาย ๆ คนเริ่มจะคุ้นหู ธนาคาร CIMB THAI นี่เองที่นำมาเสนอให้นักลงทุนรู้จักเป็นที่แรก การลงทุนประเภทนี้ มีระยะเวลาการลงทุนตั้งแต่ 15 วันจนถึง 3 ปีโดยมีโอกาสสร้างผลตอบแทนตั้งแต่ 1.6-30% ต่อปี ซึ่งผลตอบแทนจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิงและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ธนาคาร CIMB THAI ก็กำลังพัฒนาหุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ ร่วมกับทาง CIMB Group เพื่อ ต่อยอดการกระจายความเสี่ยง และ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้แก่นักลงทุนเร็ว ๆ นี้
และใครที่ไม่พร้อมรับความเสี่ยงสูง ก็จะมี ตราสารหนี้ ซึ่งผู้ออกก็คือรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน โดยทาง ธนาคาร CIMB THAI จะเป็นตัวแทนขายให้
โดยมีระยะเวลาลงทุนตั้งแต่ 1 เดือนจนถึง 15 ปี โอกาสได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 0.5-5% ต่อปีขึ้นกับอายุและเรตติงหุ้นกู้ของแต่ละบริษัท
แน่นอนว่า ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้มาง่าย ๆ ต้องใช้เวลา และความตั้งใจในการรวบรวมทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถมารวมกันไว้ในที่ที่เราเคยได้ยินกันว่า ห้องค้า
แล้วคนเหล่านี้เค้าทำอะไรกัน ห้องค้า ก็เหมือนหัวใจของธนาคาร ที่คอยสูบฉีดกระแสเงินไปในที่ที่สำคัญของระบบการเงินไทย ให้เกิดสภาพคล่องที่มีเสถียรภาพ เรื่องที่ใกล้ ๆ ตัวเราก็คือ เงินฝาก เงินกู้ รวมไปถึง หลักทรัพย์ ตราสารทางการเงิน ที่เราพูดถึงกันอยู่อีกด้วย ธนาคาร CIMB THAI นี้เอง ก็เป็นผู้เล่นหลักในการสร้างสภาพคล่องให้กับตราสารการลงทุนประเภทต่าง ๆ
แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงได้ว่า การลงทุนทุกรูปแบบมี ความเสี่ยง ซ่อนอยู่ พอเป็นแบบนี้ก็เลยทำให้ทาง ธนาคาร CIMB THAI ให้ความสำคัญกับ คนห้องค้า ซึ่งเปรียบเสมือน กุนซือ ที่ทำงานใกล้ชิดกับตลาดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นั่นแปลว่า เค้าจะมีข้อมูลอยู่ในมือมหาศาลและอัปเดตตลอดเวลา
ซึ่งก็จะนำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์และนำเสนอแก่นักลงทุนเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุน
ข้อดีก็คือจะทำให้นักลงทุนรู้จังหวะการเข้าลงทุนและขายทำกำไร
ในแต่ละครั้งให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง
พอเป็นแบบนี้ ก็เลยทำให้ ธนาคาร CIMB THAI ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการที่สามารถเพิ่มสภาพคล่องการลงทุนให้แก่ลูกค้า
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายต่อหลายครั้ง เมื่อนักลงทุนมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ
พร้อมกับเชื่อว่านี่คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
สิ่งที่ตามมาก็คือ อยากขายทำกำไรทรัพย์สินเดิมที่มีอยู่
ก็เลยทำให้ทาง ธนาคาร CIMB THAI มีบริการซื้อขายพันธบัตรและหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดอายุ เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นนักลงทุนมีกระแสเงินสดอยู่ในมือ เพื่อนำไปลงทุนครั้งใหม่ที่ตัวเองมองว่าน่าสนใจกว่านั่นเอง เข้ากับสโลแกนที่ว่า หุ้นกู้ดีดี มีได้ทุกวัน
นอกจากนี้ ก็ยังให้บริการ สินเชื่อ Wealth Credit Line เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุน โดยไม่ต้องเพิ่มเงินลงทุน สำหรับลูกค้าที่อาจจะยังไม่อยากขายหลักทรัพย์นั้น ๆ และสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงินเพื่อต่อยอดการลงทุนได้อีกด้วย
จะเห็นได้ว่าวิธีคิดของธนาคาร CIMB THAI ในตลาดการลงทุน
หรือที่เรียกว่าธุรกิจ Wealth Management คือใช้วิธีดูแลนักลงทุนอย่างครบครัน
เช่น ผลิตภัณฑ์การเงินที่หลากหลาย, พนักงานให้คำปรึกษาด้านการลงทุนใกล้ชิด
จนถึงบริการทางเลือกให้ลูกค้าสลับปรับเปลี่ยนการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา
เพราะแนวคิดหลักของ ธนาคาร CIMB THAI คือ Value Your Uniquess คุณค่าเหนือระดับในแบบฉบับการลงทุนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยการวางเป้าหมายให้ลูกค้าได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดในกรอบความเสี่ยงที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละท่าน เพื่อต่อยอดความมั่งคั่งของตัวเองไปเรื่อย ๆ ผลลัพธ์ก็คือ นักลงทุนก็จะเป็นลูกค้ากับทางธนาคารในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าโลกการลงทุนและการเงินจะหมุนเร็วขึ้นกว่าในอดีตมากแค่ไหน
สถาบันการเงินกับลูกค้าที่เป็นนักลงทุน จะต้องเติบโตไปพร้อม ๆ กัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของ ธนาคาร CIMB THAI ได้ที่ 02-638-8277
© 2021 Longtunman. All rights reserved.