กรณีศึกษา Mark Spitznagel ใช้เงินเพียง 3% แต่รักษาเงินทั้งพอร์ตได้ ในช่วงวิกฤต

กรณีศึกษา Mark Spitznagel ใช้เงินเพียง 3% แต่รักษาเงินทั้งพอร์ตได้ ในช่วงวิกฤต

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x J.P. Morgan
วิกฤตการเงินอาจไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงเสมอ หากมีเงินสดในมือมากเพียงพอ เพราะนี่จะเป็นโอกาสในการคว้าของราคาถูก ที่สามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาลในอนาคตได้
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำนายวิกฤตการเงินไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย และการถือเงินสดไว้มากเพื่อรอให้มันเกิด ก็ทำให้เสียโอกาสในการลงทุนไม่น้อยด้วยเช่นกัน
นักลงทุนส่วนใหญ่จึงมักถือเงินสดไว้เล็กน้อย และต้องเผชิญกับผลขาดทุนหนัก เมื่อตลาดหุ้นอยู่ในช่วงวิกฤต
อย่างไรก็ตาม มีผู้จัดการกองทุนคนหนึ่งที่ชื่อว่า Mark Spitznagel ใช้เงินเพียง 3% แต่สามารถรักษาเงินทั้งพอร์ตได้ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้น S&P 500 ร่วงสูงสุดถึง 30% ขณะที่หุ้นรายตัวจำนวนไม่น้อยร่วงหนักกว่านั้น
Mark Spitznagel ใช้กลยุทธ์อะไร ถึงทำให้ใช้เงินก้อนเล็ก แต่ป้องกันพอร์ตลงทุนในวันที่เลวร้ายได้
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
(บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด ๆ)
เมื่อพูดถึงการสร้างพอร์ตที่อยู่ได้ในระยะยาว ตำราส่วนใหญ่มักจะให้ลดความเสี่ยงด้วยการ Asset Allocation หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น
- พอร์ตความเสียงต่ำ ลงทุนในตราสารหนี้ 40% หุ้น 30% กองทุนตลาดเงิน 30%
- พอร์ตความเสี่ยงปานกลาง ลงทุนในตราสารหนี้ 30% หุ้น 50% กองทุนตลาดเงิน 20%
- พอร์ตความเสี่ยงสูง ลงทุนในตราสารหนี้ 20% หุ้น 70% กองทุนตลาดเงิน 10%
ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือ โอกาสในการสร้างผลตอบแทนอาจจะลดลงด้วย
Mark Spitznagel มองว่า การจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมต่างหาก ที่จะช่วยลดความสูญเสีย และเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวได้
เขาจึงใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Tail-Risk Hedging หรือการป้องกันความเสี่ยง จากเหตุการณ์สุดโต่งที่โอกาสเกิดน้อยแต่ผลกระทบรุนแรง อย่างการใช้สัญญาออปชัน เพื่อรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น
โดยกลยุทธ์ในการลงทุนคือ เขาจะเลือก Put Options ที่มีราคาถูกในช่วงปกติ แต่มีโอกาสสร้างกำไรเมื่อตลาดพังทลายหรืออยู่ในขาลง
อธิบายแบบง่าย ๆ Put Options คือสิทธิในการ “ขาย” หลักทรัพย์อ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ เรียกว่า ราคาใช้สิทธิ หรือ Strike Price โดยเราจะใช้ Put Options เมื่อเราคาดการณ์ว่า ราคาหลักทรัพย์นั้นจะลดลงในอนาคต
ตัวอย่างเช่น หากเราคิดว่า ราคาของหุ้น Apple จะลดลง ก็สามารถซื้อ Put Options อ้างอิงหุ้น Apple เพื่อเปิดโอกาสทำกำไรจากราคาหุ้นที่ลดลง หรือใช้สิทธิในการขายหุ้นในราคาที่ล็อกไว้แล้ว หากเรามีหุ้น Apple อยู่ในพอร์ต
จากเรื่องนี้นั่นหมายความว่า Put Options จะได้กำไรก็ต่อเมื่อหลักทรัพย์อ้างอิงมีราคาลดลง เสมือนเป็นประกันสำหรับพอร์ตในตลาดขาลง
ดังนั้นในภาวะตลาดปกติ Options เหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะหมดอายุไปโดยไม่มีมูลค่า เหมือนกับการจ่ายเบี้ยประกันทิ้ง
แล้ว Mark Spitznagel ทำอย่างไร ไม่ให้การใช้ Put Options กระทบพอร์ตโดยรวม ?
คำตอบคือ แบ่งพอร์ตเป็นสองส่วน ประมาณ 97% ลงทุนเพื่อให้เงินเติบโตอย่างการลงทุนในกองทุนดัชนี ส่วน 3% ที่เหลือใช้เป็นหลักประกัน ด้วยการนำไปซื้อ Put Options ที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่า out-of-the money เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ และสร้างผลตอบแทนปกป้องพอร์ตโดยรวมในช่วงที่ตลาดร่วงหนักไว้ได้
แม้จะเสียเงินไปบ้างจากการทำเช่นนี้ แต่บางครั้งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็อาจเกิดขึ้น และเงินที่แบ่งออกมาซื้อ “ประกัน” นี้อาจจะช่วยให้การขาดทุนลดน้อยลง
ซึ่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 เงินหลักประกัน 3% ก็ทำผลตอบแทนได้ถึง 4,144% หรือ 41 เท่า ทำให้ชดเชยส่วนที่ขาดทุน และทำให้พอร์ตโดยรวมของเขายังคงได้กำไร
หรือช่วงก่อนหน้าปี 2020 กลยุทธ์นี้ก็เคยใช้ได้ผลในช่วงวิกฤตซัพไพร์มด้วยเช่นกัน โดยมูลค่ากองทุนที่ Mark Spitznagel เป็นคนบริหารก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวมิได้เป็นการยืนยันผลการลงทุนในอนาคต และอาจไม่เหมาะสมหรือไม่สามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้ลงทุนทุกราย
แล้วในตลาดหุ้นไทย เราสามารถทำแบบนี้ได้หรือไม่ ?
คำตอบคือ ถ้าจะป้องกันความเสี่ยงหุ้นรายตัว สามารถใช้ Derivative Warrants หรือที่เรียกกันว่า DW เพราะในไทยยังไม่มี Single Stock Options หรือพูดง่าย ๆ ว่า Options ของหุ้นรายตัว
ขณะที่การป้องกันความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยโดยรวม ก็สามารถใช้ DW อ้างอิงดัชนี SET50 ได้
โดย DW มีลักษณะเป็นตราสารที่มีโครงสร้างคล้ายกับ Long Options โดยตรง ทั้งมีข้อดีเหมือนกันตรงที่ใช้เงินน้อย จำกัดผลขาดทุนแค่ค่าซื้อ รวมถึงมี Leverage อีกด้วย ทำให้สามารถใช้กลยุทธ์ Tail-Risk Hedging ได้นั่นเอง
แต่ในขณะเดียวกัน การมี Leverage ก็ทำให้ความเสี่ยงของ DW สูงขึ้น เนื่องจากผลขาดทุนอาจทวีคูณเมื่อทิศทางราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับมุมมอง ดังนั้นผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
หากยังไม่แน่ใจว่าจะพิจารณาเลือก DW รุ่นไหน ก็ควรจะมีเครื่องมือในการเปรียบเทียบ DW ก่อนซื้อ ซึ่ง J.P. Morgan หนึ่งในสถาบันทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีเครื่องมือช่วยเช็กราคา DW ให้ใช้ฟรี ผ่านเว็บไซต์ www.jpmorgandw41.com/longtunman
โดยเพียงพิมพ์หลักทรัพย์อ้างอิง ที่ต้องการ Put และกดค้นหา เช่น SET50 หรือกดเลือกจากปุ่มหลักทรัพย์อ้างอิงที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด
หลังจากนั้นเราจะเห็นข้อมูลของ DW ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ที่เราสนใจ
โดยข้อมูลมีตั้งแต่ ราคาใช้สิทธิ, อัตราใช้สิทธิ, วันซื้อขายสุดท้าย, Effective Gearing, Sensitivity, Time Decay, ปริมาณเสนอซื้อ-ขาย และราคาเสนอขาย (Offer Price) รวมถึงมีข้อมูลชัดเจนว่ามี DW รุ่นเหมือนกันที่ราคาถูกกว่าหรือไม่
โดยถ้าเป็นรุ่นเหมือนกัน ก็สามารถเปรียบเทียบราคาได้โดยตรง และเป็นทางเลือกที่สามารถช่วยลดต้นทุนได้
เพื่อให้อ่าน DW เข้าใจ จะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น DELTA41PYYMMA (เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น)
- DELTA คือหลักทรัพย์ที่ DW อ้างอิงหุ้น DELTA
- 41 คือเลขโบรกเกอร์ ซึ่งตัวเลขนี้คือ J.P. Morgan
- P คือ Put ถ้าเป็น C คือ Call
- YYMM คือ DW จะหมดอายุปี 20YY เดือน MM
- A คือรุ่นของ DW
ซึ่งถ้าเราต้องการ Put ก็เพียงมองหา DW ตามหลักทรัพย์ที่ต้องการ และเลือกรุ่นที่มีตัวอักษร P อยู่ตรงกลางชื่อ
หลังจากนั้นก็เทียบได้เลยว่า DW ตัวไหนมีลักษณะและความเสี่ยงที่ใกล้เคียงกับกลยุทธ์ที่นักลงทุนวางแผนไว้
โดยการเช็กข้อมูลทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่กี่วินาที เพียงเพิ่มขั้นตอนอีก 1-2 คลิก ก็สามารถช่วยหาตัวเลือก DW ที่ราคาถูกว่าได้แล้ว
จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีตัวเลือกและเครื่องมืออยู่มากมาย ที่ช่วยให้เราบริหารความเสี่ยงได้ในสภาวะตลาดที่ผันผวน เพียงแค่ว่าเราได้ศึกษาและเปิดใจกับสิ่งต่าง ๆ นั้นหรือไม่ เท่านั้นเอง…
ผลตอบแทนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
โฆษณานี้ได้รับการสนับสนุนโดย บล. เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon