กรณีศึกษา นโยบายเปลี่ยนหวย เป็นเงินฝาก

กรณีศึกษา นโยบายเปลี่ยนหวย เป็นเงินฝาก

17 มี.ค. 2019
กรณีศึกษา นโยบายเปลี่ยนหวย เป็นเงินฝาก / โดย ลงทุนแมน
*โพสต์นี้ขอเน้นเป็นการวิเคราะห์เศรษฐกิจ กรุณางดให้ความคิดเห็นต่อพรรคการเมือง
"ซื้อหวยไม่หาย ได้คืนทุกบาทพร้อมดอกเบี้ยหลังอายุ 60 ปี"
คำกล่าวนี้เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เพิ่งประกาศนโยบายนี้ในวันที่หวยออก 16 มี.ค.62
เรื่องนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
ลงทุนแมนไม่รู้ว่านโยบายนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ รัฐบาลในอนาคตจะมาจากพรรคไหน
แต่แนวคิดนี้น่าจะจุดประกายความคิดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้นำไปต่อยอดได้
แล้วเรื่องนี้มีรายละเอียดเป็นอย่างไร มันสามารถทำได้จริงหรือไม่
ลงทุนแมนได้ค้นข้อมูลมาเล่าให้ฟัง
"เราจะเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินฝาก ลงทุนในกองทุนการออมแห่งชาติ
เอาดอกผลเป็นรางวัล เพื่อให้เงินหวยกว่า 2.5 แสนล้านบาทต่อปี เป็นเงินฝากพร้อมเกษียณของคนไทย"
นี่คือคำอธิบายเพิ่มเติมของนโยบายนี้
ทีนี้เรามาดูกันว่าคนไทยซื้อหวยปีนึงกันมากขนาดไหน?
คำว่าหวย นั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ หวยในระบบ กับหวยนอกระบบ
หวยในระบบ นั้น เราสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ปี 2561 สลากกินแบ่งรัฐบาลมีรายได้ทั้งหมด 136,443.8 ล้านบาท
ทีนี้หลายคนคงสงสัยว่าแล้วค่าใช้จ่ายของสลากกินแบ่งรัฐบาลมีอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดก็คือ เงินรางวัล ซึ่งมีมากถึง 93,024 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 68.2% ของรายได้
นอกนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งค่าพนักงาน ค่าบริหาร ค่าจัดสรรเป็นรายได้แผ่นดิน ทำให้สุทธิแล้ว สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะเหลือกำไร 3,767.5 ล้านบาท หรือ 2.8% ของรายได้
ดูเหมือนว่าการนำกำไรมาคืนให้กับคนซื้อหวยนั้น จะเป็นไปไม่ได้ เพราะคิดเป็นแค่ 2.8%
แล้วมีทางไหนบ้างที่พอจะหาเงินมาคืนได้?
คำตอบก็คือ เงินที่จัดสรรเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งจะมีปีละ 31,008 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 22.7% ของรายได้
เมื่อดูแล้วก็น่าจะตอบได้ทันทีเลยว่า เป็นไปได้ยากที่จะเปลี่ยนเงินซื้อหวยทั้งหมด คืนเป็นเงินฝากได้ทันที 100% ของเงินที่ซื้อ เพราะถ้าคืนทันทีก็จะคืนได้เพียงแค่ 22.7% เท่านั้น
แล้วจะทำอย่างไร ให้คืนได้เต็ม 100%..
ทุกคนที่เรียนวิชาการเงินมาก็คงตอบคำถามนี้ได้ เพราะหลักการเบื้องต้นของวิชานี้ก็คือ Time value of money หรือ นำเงินก้อนนี้ไปลงทุนเพื่อทำให้เงินงอกเงย จาก 22.7 กลับมาเป็น 100 เหมือนเดิม
เมื่อคำนวณแล้วรัฐบาลก็ต้องทำผลตอบแทนให้ได้ 340% จากเงินต้น เพื่อให้เงินจาก 22.7 กลับมาเป็น 100
ตัวเลขผลตอบแทน 340% ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐบาลจะทำให้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
แต่เมื่อให้เวลาเป็นเพื่อนเรา Time value of money ก็จะทำงาน..
ยกตัวอย่างถ้าให้รัฐบาลนำเงินทุนนี้ไปซื้อ พันธบัตร หุ้นกู้ และหุ้น เฉลี่ยแล้วได้ผลตอบแทน 5% ต่อปีแบบทบต้น จะต้องใช้เวลาประมาณ 31 ปี ถึงได้ผลตอบแทน 340%
นั่นก็เป็นที่มาของการกำหนดให้คืนเงินเมื่อเกษียณหรือ ตอนแก่
ถ้าให้อายุเฉลี่ยของคนที่ซื้อหวยทั้งประเทศคือ 30 ปี ก็พอจะเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจะหาเงินมาคืนให้ได้ในตอนที่เขาเกษียณแล้ว
แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในสมมติฐานที่ว่า รัฐบาลต้องทำผลตอบแทนให้ได้ไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี ซึ่งการลงทุนหวังผลตอบแทนขนาดนี้จำเป็นต้องอาศัยมืออาชีพ และ มีการกระจายเงินไปหลายสินทรัพย์ ซึ่งประเทศเราก็มี สำนักงานประกันสังคม กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (กบข.) ที่มีพอร์ตลงทุนในลักษณะนี้
แล้วกองทุนจะเอาเงินไปลงทุนอะไร? และ ผลตอบแทนเป็นเท่าไร?
ถ้าอ้างอิงจากสำนักงานประกันสังคม เขาจะเอาไปลงทุนในพันธบัตร 70% หน่วยลงทุน 10.9% หุ้น 11% หุ้นกู้ 3.9%
ซึ่งในปี 2560 พอร์ตลงทุนมีผลตอบแทน 5.07%
อย่างไรก็ตามผลตอบแทนในระยะสั้นมีโอกาสที่จะผันผวน แต่ในระยะยาวถ้ามีมืออาชีพมาบริหาร ผลตอบแทน 5% ต่อปีน่าจะอยู่ในกรอบที่เป็นไปได้
ขนาดของกองทุนประกันสังคม ณ ปลายปี 2561 คือ 1.9 ล้านล้านบาท
แล้ว กองทุนหวยนี้จะมีขนาดใหญ่แค่ไหน? เมื่อเทียบกับกองทุนประกันสังคม
เมื่อดูแล้ว กองทุนหวยในช่วงแรกน่าจะมีขนาดเล็กกว่ามาก เพราะจะมีเงินส่งเข้ามาปีละ 31,008 ล้านบาทจากหวยในระบบ ซึ่งอาจมีการนำกำไรบางส่วนของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเข้ามาสบทบด้วยซึ่งอยู่ที่ 3,767 ล้านบาท รวมกันแล้วก็น่าจะไม่เกิน 35,000 ล้านบาทต่อปี
แต่อย่าลืมว่าที่คำนวณในข้างต้นนี้เป็นแค่หวยในระบบ ซึ่งถ้ารวมกับหวยนอกระบบ หรือที่เราเรียกกันว่าหวยใต้ดิน มีการประมาณกันว่าจะอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้าดึงหวยนอกระบบมาได้ก็อาจมีเงินเข้ามากองทุนมากขึ้นอีกเท่าตัว
สรุปแล้ว ถ้านโยบายนี้เกิดขึ้นจริง กองทุนนี้ก็น่าจะมีขนาดเกิน "แสนล้านบาท" ได้ภายในเวลาไม่กี่ปี
ประเด็นมันอยู่ที่ตรงนี้..
คำว่า "หวย" ถ้าพูดให้ลงทุนแมนฟัง เมื่อก่อนก็จะคิดว่า เป็นแค่การดูดเงินจากชาวบ้านที่รอความหวังในทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน
เพราะยังไงแล้วถ้า รางวัลในระบบ มีน้อยกว่า เงินที่ซื้อ เราจะเรียกว่า Negative Sum Game คือทุกคนที่ซื้อหวยไปเรื่อยๆตลอดชีวิต โดยสุทธิแล้วทุกคนจะขาดทุน
และนั่นก็เป็นที่มาของการส่งเงินเข้ารัฐมากถึง 31,008 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ามากสุดในบรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ปตท. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธกส. โรงงานยาสูบ องค์การเภสัชกรรม กฟผ. กฟน. กฟภ. รถไฟไทย การบินไทย กปน. กปภ. สรุปแล้วไม่ว่าจะเป็น บริษัทน้ำมัน ธนาคาร ผลิตไฟฟ้า การประปา หรืออะไร ก็แบ่งรายได้เข้ารัฐไม่เท่าหวย..
เรื่องนี้คงไม่มีใครผิด และก็คงเปลี่ยนให้คนเลิกซื้อหวยไม่ได้
เพราะในบางครั้ง ชีวิตก็ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุ และผลที่เป็นตัวเลขเสมอไป
บางคนซื้อแบบขำๆ ไม่หวังอะไร ถูกก็ดีใจ ผิดก็ช่างมัน งวดหน้าเจอกันใหม่
บางคนซื้อเลขเดิมซ้ำๆ เพราะเป็นเลขนำโชค
บางคนเสาะแสวงหาเลขเด็ดเลขดัง ทุ่มซื้อไม่อั้น เท่าไรเท่ากัน
แต่เกือบทั้งหมด ก็คงซื้อด้วยเหตุผลที่สำคัญ คือ ความไม่มีโอกาส และ ความหวัง
หวยน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่ให้ความหวังกับคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีโอกาส ให้ลืมตาอ้าปากกับเค้าได้..
แต่เรื่องราวทั้งหมดนี้กำลังจะเปลี่ยนไป.. เพราะนโยบายเปลี่ยนหวยเป็นเงินฝาก
นี่คือส่วนผสมของ หลักการตลาด หลักการเงิน หลักการลงทุน ที่แยบยล
แทนที่รัฐบาลจะดูดเงินจากผู้เล่น เอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นของรัฐ
แต่มาคราวนี้ ทำให้เงินของผู้เล่นเองเปลี่ยนไปเป็นเงินฝาก และ การลงทุน
พอเรื่องเป็นแบบนี้คำว่า Negative Sum Game ก็จะดีขึ้นมาเป็น Zero Sum Game
คือสุทธิแล้วทั้งระบบจะไม่ได้ขาดทุน และเรื่องนี้อาจจะแปรเปลี่ยนเป็น Positive Sum Game ได้เมื่อเวลาผ่านไป เพราะ การลงทุนที่มีดอกผลงอกเงย
เรื่องนี้มีผลดีต่อระบบการออมเงินของประเทศ เพราะจากเดิมที่คนไม่เคยสนใจที่จะออมเงินเท่าไรนัก กลับกลายเป็นการออมเงินทางอ้อมจากการซื้อหวยแทน
ในช่วงแรกอาจไม่เห็นผลนัก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป กองทุนนี้มีศักยภาพที่จะเป็นกองทุนขนาด ล้านล้านบาท ภายในเวลา 20 ปี
แน่นอนว่า การออม และ ลงทุนโดยตรงของประชาชนดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนหวย
เพราะแทนที่จะจ่ายไป 100 เพื่อให้ได้ 100 คืนตอนอายุ 60 ปี
ประชาชนสามารถลงทุนตรงจ่าย 100 แล้วได้ 440 ตอนอายุ 60 ปีซึ่งมากกว่าอยู่หลายเท่า
แต่การแปรเปลี่ยนการพนันที่ฝังลึกเข้าไปใน DNA ของคนไทย ให้เป็นเงินฝากขนาดล้านล้านบาทในระยะยาว ถือว่าเป็นมุมที่น่าสนใจ
และเงินล้านล้านบาทนี่แหละ จะเป็นตัวช่วยให้ขับเคลื่อนการการลงทุนของประเทศได้อีกทาง เพราะเงินเหล่านี้ก็จะถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือ ตลาดทุนในประเทศ
ขอย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นบทความที่ไม่ได้อิงเรื่องการเมือง
แต่เป็นการวิเคราะห์นโยบายนี้
ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนได้เป็นรัฐบาล ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำนโยบายนี้ไปต่อยอดได้
ในการเลือกตั้งครั้งนี้หลายคนมัวแต่กลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
แต่บางทีมันอาจเป็นสัญญาณที่ดี
สัญญาณที่เราก็เห็นกัน
หลายพรรคต่างคิด และ หาทางออก สร้างนโยบายเพื่อแก้ปัญหา และทำให้บ้านเมืองเราเจริญขึ้น
บรรยากาศแบบนี้เป็นบรรยากาศที่ดี
ถึงแม้จะมีความแตกต่าง การถกเถียง แต่มันเป็นเชื้อเพลิงที่ดีของความรุ่งโรจน์
โลกที่ปราศจากความคิดเห็น น่าจะเป็นโลกของความหยุดนิ่ง
ทำให้ประเทศวิ่ง ต้องมีคนช่วยกันคิด
หยุดมองโลกในแง่ร้าย แล้วแฮปปี้กับสิ่งต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดไปแล้วก็อย่าวนเวียน เพราะโลกนี้ไม่มีปุ่ม RESET ให้ไปเริ่มใหม่ได้เหมือนเกมส์
สิ่งสำคัญคืออนาคต ว่าเรามองอย่างไร
คนที่มองโลกในแง่ร้าย ก็จะเห็นอุปสรรคอยู่ในทุกโอกาส
แต่คนที่มองโลกในแง่ดี ก็จะเห็นโอกาสอยู่ในทุกอุปสรรค..
-ลงทุนแมน รัก ประเทศไทย และ ทุกพรรคการเมืองก็คง รัก ประเทศไทย-
----------------------
ติดตามเพจลงทุนแมนได้ ในแอป blockdit โหลดฟรีที่  http://www.blockdit.com
สั่งซื้อหนังสือลงทุนแมน 9.0 ได้ที่
Lazada: https://www.lazada.co.th/products/90-i293980783-s493954943.html
17 มี.ค. 2019