กรณีศึกษา ญี่ปุ่นสนับสนุนให้ 1 ครอบครัว มีบุตร 3 คน เพื่อเพิ่มประชากร

กรณีศึกษา ญี่ปุ่นสนับสนุนให้ 1 ครอบครัว มีบุตร 3 คน เพื่อเพิ่มประชากร

กรณีศึกษา ญี่ปุ่นสนับสนุนให้ 1 ครอบครัว มีบุตร 3 คน เพื่อเพิ่มประชากร /โดย ลงทุนแมน
ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และประชากรเกิดน้อย เป็นปัญหาใหญ่ที่คอยกัดกินเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าประเทศนั้นจะยังจนอยู่หรือรวยแล้ว
แม้กระทั่งญี่ปุ่น ที่ต้องเจอกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุมานานกว่า 56 ปี
และตอนนี้ รัฐบาลญี่ปุ่น มีนโยบายเพื่อกระตุ้นการมีบุตรหลายด้านด้วยกัน
หนึ่งในนั้นคือ การสนับสนุนครอบครัวที่มีความพร้อมที่จะมีลูก ให้มีบุตร 3 คนไปเลย
แล้วทำไมญี่ปุ่น ถึงอยากให้ 1 บ้านมีบุตร 3 คนขึ้นไป ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ญี่ปุ่นมองว่าการที่ครอบครัวหนึ่ง จะมีบุตรแค่ 1 คนหรือ 2 คนนั้น จะไม่ได้ทำให้ประชากรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น
เพราะถ้าหากวัดเป็นอัตราการเกิด
หากประเทศไหน ที่มีอัตราการเกิดน้อยกว่า 2.1 นั่นหมายความว่าประเทศนั้น มีแนวโน้มที่ประชากรจะลดลงในอนาคต
อธิบายง่าย ๆ คือถ้าพ่อแม่ 2 คนแต่งงานกัน ก็จะต้องมีลูกให้ได้อย่างน้อย 2 คน
เพื่อมาแทนที่ตัวเอง และไม่ให้จำนวนประชากรในประเทศลดน้อยลงไป
นั่นจึงเป็นสาเหตุให้รัฐบาลญี่ปุ่น สนับสนุนให้ครอบครัวหรือคู่รัก มีบุตรมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบุตรคนที่ 3 ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มจำนวนประชากร
โดยสิ่งแรกที่รัฐบาลสนับสนุนการมีบุตร คือสวัสดิการและเงินอุดหนุนเด็ก อย่าง
- เงินขวัญถุงแรกเกิด (Birth Grant) เมื่อเด็กเกิด รัฐบาลจ่ายเงินก้อนทันที 500,000 เยน
หรือประมาณ 100,000 บาทต่อเด็ก 1 คน เพื่อตั้งต้นเป็นค่าเลี้ยงดูสำหรับพ่อแม่เด็ก
- เงินอุดหนุนรายเดือน (Jido Teate) รัฐบาลจะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก โดย
เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ขวบ จะได้เดือนละ 3,000 บาทต่อเด็ก 1 คน
ส่วนอายุ 3 ขวบจนถึง 18 ปี ก็จะได้เดือนละ 2,000 บาทต่อเด็ก 1 คน

และถ้าหากครอบครัวไหน มีบุตรคนที่ 3 ก็จะมีสิทธิพิเศษ โดยจะได้ค่าสวัสดิการเลี้ยงดูบุตรที่มากกว่าเด็ก 2 คนแรก..
ซึ่งเด็กคนที่ 3 เป็นต้นไป รัฐบาลญี่ปุ่น
จะอัดฉีดเงินอุดหนุนรายเดือนเพิ่มเป็น 6,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 18 ปี
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังมีมาตรการอื่น ๆ อีก เพื่อสนับสนุนการมีบุตร 3 คน ไม่ว่าจะเป็น
- นโยบายเรียนฟรี
ก็ต้องบอกว่าประเทศญี่ปุ่นมีนโยบายเรียนฟรีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
ตั้งแต่ระดับอนุบาล ไปจนถึงระดับมัธยมปลาย หรือตั้งแต่อายุ 3 ขวบจนถึง 18 ปี
แต่ก็ต้องบอกว่า ค่าเล่าเรียนในระดับชั้นก่อนอนุบาล หรือที่เรียกกันว่า “เนิร์สเซอรี” นั้น จะไม่ครอบคลุมบุตร 2 คนแรก
แต่ถ้าครอบครัวไหนที่เริ่มมีบุตรคนที่ 3 บุตรก็จะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียน
ในระดับชั้นเตรียมอนุบาล โดยไม่มีเกณฑ์รายได้ของครอบครัว
และล่าสุดเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกนโยบายกระตุ้นการมีบุตรเพิ่ม
ว่าถ้าครอบครัวไหนมีบุตรคนที่ 3 เป็นต้นไป
บุตร 1 คน จะได้รับสิทธิ์ในการเรียนฟรี ตลอดการเรียนระดับมหาวิทยาลัย.. ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยไม่มีเกณฑ์รายได้ของครอบครัว
และถ้าหากครอบครัวไหน มีบุตรที่เข้าเรียนระดับปริญญาตรีในช่วงเวลาเดียวกัน
บุตรทุกคนก็จะได้สิทธิ์ในการเรียนฟรีจากรัฐบาล เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวอีกด้วย
นอกจากนโยบายระดับชาติแล้ว รัฐบาลท้องถิ่นก็ยังได้ช่วยสนับสนุนนโยบายเด็กแรกเกิด
เพื่อไม่ให้เมืองหรือชุมชนเล็ก ๆ กลายเป็นเมืองร้าง ยกตัวอย่างเช่น
เมืองอากาชิ จังหวัดเฮียวโงะ ที่มีนโยบายสวัสดิการสำหรับเด็กแรกเกิดเพิ่มเติม อย่างค่ารักษาพยาบาลฟรีจนถึงอายุ 18 ปี, ผ้าอ้อมฟรีจนถึงอายุ 1 ขวบ
และยังสนับสนุนค่าสถานที่เลี้ยงเด็กฟรี สำหรับลูกคนที่ 2 เป็นต้นไป
เมืองนากิ จังหวัดโอกายามะ เมืองหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีเงินขวัญถุงแรกเกิดแบบจัดหนัก
คือเมื่อเด็ก 1 คนเกิด ก็จะได้รับเงินขวัญถุงอยู่ที่ 25,000 บาท
และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงคนที่ 5 ซึ่งจะได้รับเงินก้อนขวัญถุงเกือบ 100,000 บาท
ผลจากนโยบายนี้ ทำให้เมืองนากิมีอัตราการเกิดอยู่ที่ 2.95
ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอัตราการเกิดของทั้งประเทศญี่ปุ่นเกือบ 2 เท่า
- ส่วนในด้านการเงิน
รัฐบาลก็มีนโยบายช่วยลดภาระทางการเงินของครอบครัว ด้วยมาตรการ Flat 35 Child-Rearing Plus
โดยรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกับธนาคาร JHF ซึ่งเป็นธนาคารอาคารสงเคราะห์ญี่ปุ่น
เพื่อออกโครงการสินเชื่อบ้านในรูปแบบใหม่ โดยใช้ระบบสะสมแต้มตามจำนวนบุตรในครอบครัว
ซึ่งครอบครัวก็จะได้รับ 1 แต้มต่อบุตร 1 คน
โดย 1 แต้ม สามารถนำมาใช้ลดดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยได้ 0.25%
ดังนั้นถ้าครอบครัวไหนมีบุตร 3 คน ก็จะได้ 3 แต้ม สามารถนำมาใช้ลดดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยได้ 0.75%
และถ้าครอบครัวไหนมีบุตร 4 คน ก็จะได้ส่วนลดดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยถึง 1% เลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ครอบครัวสามารถลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว
แถมกระตุ้นให้ครอบครัวที่มีบุตรเยอะ สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้กว้างขึ้น หรือสามารถขยับขยายที่ทางได้ ด้วยภาระดอกเบี้ยที่ถูกลง
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังออกกฎหมายการลา เพื่อให้พ่อและแม่สามารถเลี้ยงลูกได้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งลูกเริ่มเข้าเรียน โดยประกันสังคมจะคอยชดเชยรายได้ให้ อย่างเช่น
- พ่อกับแม่สามารถลางานพร้อมกันได้คนละ 14 วัน ในช่วงหลังคลอด
ประกันสังคม จะจ่ายเงินชดเชยให้ 100% ของรายได้ที่ได้รับจริงจากการทำงานบริษัท โดยมีเพดานสูงสุดที่ 483,300 เยน หรือ 96,000 บาทต่อเดือน
- เมื่อพ้น 14 วันไปแล้ว พ่อกับแม่ก็สามารถลางานพร้อมกันต่อได้อีก
จนกว่าบุตรหลังคลอดจะมีอายุ 6 เดือน โดยประกันสังคมจะจ่ายเงินชดเชยให้ทั้งพ่อและแม่
ที่ 67% ของรายได้ที่ได้รับ โดยมีเพดานสูงสุดที่ 305,000 เยน หรือ 60,500 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ ประกันสังคมจะยกเว้นภาษีเงินได้ และเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม
ซึ่งจะทำให้เงินโอนเข้าบัญชีจริง จะอยู่ที่ประมาณ 80-90% ของรายได้ที่ทำงานปกติ ซึ่งได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น
- และพ่อกับแม่ ยังสามารถลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อย่างต่อเนื่อง
จนกว่าบุตรจะมีอายุ 1 ขวบและเข้าเนิร์สเซอรี
โดยมีเพดานสูงสุดที่ 228,000 เยน หรือ 45,000 บาทต่อเดือน
หรือสามารถขยายเวลาได้ถึง 2 ปี ถ้าบุตรยังไม่ได้เข้าเรียนเนิร์สเซอรี
โดยประกันสังคมจะจ่ายเงินชดเชยให้ 50% ของรายได้ที่ได้รับเหมือนเดิม
ซึ่งในการลางานทั้งหมดนี้ ประกันสังคมญี่ปุ่น จะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย
โดยบริษัทนายจ้างไม่จำเป็นต้องออกค่าชดเชย ในขณะที่ลางานเพื่อเลี้ยงดูบุตร
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกนโยบายนี้ เพื่อสนับสนุนให้พ่อแม่สามารถลางาน แล้วมีเวลาเลี้ยงดูลูกได้อย่างเต็มที่
โดยสามารถลาได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ไม่ว่าจะมีลูกคนที่ 1, 2, 3 หรือมากกว่านั้น พ่อกับแม่ก็สามารถใช้สิทธิ์ลางาน และรับเงินชดเชยตามเงื่อนไขเดิมได้ทุกครั้งที่ลูกเกิด
และในระหว่างลางาน พ่อแม่ก็สามารถทำงานรับจ้างอย่างอื่นเป็นอาชีพเสริมได้ด้วย
แต่ต้องมีชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 80 ชั่วโมงต่อเดือน เพื่อเอาเวลาไปโฟกัสที่การเลี้ยงดูลูกให้มีคุณภาพ
ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว
กฎหมายปัจจุบัน ผู้เป็นพ่อสามารถลาและได้รับค่าจ้างอยู่ที่ 15 วัน
ส่วนผู้เป็นแม่สามารถลาคลอดได้สูงสุด 120 วัน
โดยนายจ้าง จะต้องจ่ายเงินเดือนให้เต็มจำนวนในช่วง 60 วัน หรือ 2 เดือนแรก
ส่วนประกันสังคม ก็จะสมทบให้ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับ โดยมีเพดานสูงสุดที่ 7,500 บาทต่อเดือน
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างการสนับสนุน หรือสวัสดิการต่าง ๆ จากรัฐบาลญี่ปุ่น
ซึ่งครอบคลุมไปถึงการมีบุตรมากกว่า 3 คน
ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดคือ การเพิ่มประชากรภายในประเทศ ลดความเป็นสังคมผู้สูงอายุ เพื่อมาเป็นฟันเฟืองสำคัญให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ถึงแม้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นในยุคหลัง จะเน้นสนับสนุนสวัสดิการเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนโตอย่างเต็มที่
แต่ในตอนนี้ สิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นทำ ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก
ถ้าเราไปดูอัตราการเกิดของประเทศญี่ปุ่น ที่ประเมินว่า ผู้หญิง 1 คนในประเทศ จะมีลูกโดยเฉลี่ยตลอดชีวิตกี่คน
เราจะเห็นว่า
ปี 2023 มีอัตราการเกิด 1.20
ปี 2024 มีอัตราการเกิด 1.15
และคาดการณ์ว่าปี 2025 มีอัตราการเกิด 1.14
แม้อัตราการเกิดนี้ ยังห่างจากตัวเลขอัตราการเกิด ซึ่งเป็นค่าทดแทนประชากรที่ 2.1
แต่ต้องบอกว่า อัตราการเกิดของญี่ปุ่น 5 ปีที่ผ่านมา ก็ยังคงสูงกว่าของไทยอยู่มาก
โดยสำหรับประเทศไทยแล้ว ในตอนนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหน ที่สรุปตัวเลขอัตราการเกิดได้อย่างชัดเจน
ซึ่งจากสถิติจริงของกรมการปกครองในปี 2025 ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทย
ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 416,574 คน ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 75 ปี
จากตัวเลขนี้ ก็ทำให้เห็นว่า ค่าอัตราการเกิดของไทยนั้น ต่ำกว่า 1.0 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น เรื่องปัญหาสังคมผู้สูงอายุ หรือปัญหาประชากรลดน้อยลง ก็คงเป็นปัญหาใหญ่
เป็นโจทย์หิน ที่หลาย ๆ ประเทศ รวมถึงไทยและญี่ปุ่นต้องช่วยกันแก้
เพื่อไม่ให้ปัญหานี้ คอยกัดกร่อนเศรษฐกิจของประเทศ ให้ช้ำลงไปเรื่อย ๆ..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon