กรณีศึกษา FUJIFILM กับการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อก้าวไปสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน

กรณีศึกษา FUJIFILM กับการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อก้าวไปสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน

27 ม.ค. 2022
กรณีศึกษา FUJIFILM กับการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อก้าวไปสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน
FUJIFILM X ลงทุนแมน
หากพูดถึงบริษัทระดับโลกที่ผ่านการ Disruption ในยุคแรก ๆ
จนกลายเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งมาถึงทุกวันนี้
หนึ่งในนั้นก็น่าจะมีบริษัท FUJIFILM
ในอดีตรายได้หลักของ FUJIFILM มาจากธุรกิจฟิล์มถ่ายภาพ
แต่เมื่อโลกของการถ่ายภาพเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล โดยไม่ต้องพึ่งพาฟิล์ม
FUJIFILM จึงต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ
ซึ่งหนึ่งธุรกิจที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือ กล้องดิจิทัล
แน่นอนว่าปัจจุบันนี้ FUJIFILM ยืนอยู่ระดับแถวหน้าในตลาดกล้องดิจิทัลระดับโลก
ด้วยจุดขายกล้องมิลเลอร์เลสขนาดเล็กกะทัดรัด ดีไซน์คลาสสิก
และ image quality ที่ถือเป็นอันดับหนึ่งในวงการถ่ายภาพ
หลายคนอาจคิดว่า ธุรกิจด้านการถ่ายภาพ น่าจะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มากที่สุด
แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เมื่อปัจจุบันธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัทคือ
ธุรกิจนวัตกรรมสิ่งพิมพ์เพื่อธุรกิจ ซึ่งทำรายได้ถึง 35% ของผลประกอบทั้งหมด และ ธุรกิจทางการแพทย์ ที่มีรายได้ถึง 26% ของผลประกอบการทั้งหมด
โดยหากคิดรวมกันจะอยู่ที่ 61% ของผลประกอบการของไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณการเงิน ปี 2021
ความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ในปี 2021 FUJIFILM ประกาศผ่านแคมเปญ NEVER STOP ให้ทั่วโลก
รู้ว่าตัวเองจะไม่หยุดยั้งพัฒนานวัตกรรมใน 2 กลุ่มธุรกิจดังกล่าว
ภายใต้คอนเซปท์ NEVER STOP IMPROVING THE FUTURE
แคมเปญ NEVER STOP ในปี 2021 ของ FUJIFILM
แล้วแนวคิด NEVER STOP จะสร้างโอกาสเติบโตให้แก่ FUJIFILM มากแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เริ่มต้นกันด้วย.. ธุรกิจนวัตกรรมสิ่งพิมพ์เพื่อธุรกิจ
ลงทุนแมนเชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับ Fuji Xerox ที่เป็นบริษัทแถวหน้าของธุรกิจเครื่องพิมพ์อเนกประสงค์สำหรับสำนักงาน
โดยในปี 2019 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ FUJIFILM ตัดสินใจ
ควบรวมกิจการทั้งหมด พร้อมเปลี่ยนชื่อจาก Fuji Xerox
มาเป็น FUJIFILM Business Innovation
ทำให้ความแข็งแกร่งในการขยายผลิตภัณฑ์ในพอร์ตทั่วถึง
โดยการควบรวมกิจการครั้งนี้ก็ส่งผลให้ FUJIFILM มีการขยายผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและบริการที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น สร้างความแข็งแกร่งของ Portfolio ของตัวเองในธุรกิจนวัตกรรมสิ่งพิมพ์เพื่อธุรกิจ
จนยกระดับให้ FUJIFILM เป็น Total Printing Solutions ที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดในทันที
ขณะเดียวกันก็สามารถตอบโจทย์ลูกค้ายุค Digital Transformation ด้วย
บริการ All-in-One Workplace Platform ที่ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารได้ทุกที่ ทุกเวลา
แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชันที่อยู่ใน Cloud
ทางด้านธุรกิจสิ่งพิมพ์ Graphic Arts เพื่อบรรจุภัณฑ์
FUJIFILM ได้พัฒนานวัตกรรมเครื่องพิมพ์ระบบดิจิทัลหลากหลายรุ่น ที่นอกจากจะสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและครอบคลุมทุกคุณสมบัติที่ถือเป็นหัวใจของงานพิมพ์
ทั้งเรื่องคุณภาพงานพิมพ์ระดับพรีเมี่ยม ประสิทธิภาพการพิมพ์ความเร็วสูง
และยังสามารถพิมพ์บนวัสดุได้หลากหลาย เช่น กระดาษ, พลาสติก, แผ่นโลหะ และ กระดาษลูกฟูก
นอกจาก FUJIFILM จะให้ความสำคัญของเทคโนโลยีสิ่งพิมพ์ไปที่การตอบโจทย์ของลูกค้าในเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพต่างๆแล้ว
เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนถือเป็นอีกหนึ่งพันธกิจที่สำคัญเช่นกัน
รู้หรือไม่ว่า FUJIFILM มีแผนการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน ปี 2030 หรือ Sustainable Value Plan 2030 (SVP2030) ซึ่งตั้งเป้าหมายในการลดคาร์บอนไดออกไซด์
ลงถึง 65% หากเทียบกับปี 2013 นั่นแปลว่าผลิตภัณฑ์และบริการในทุก ๆ ธุรกิจของ FUJIFILM
ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงมือลูกค้าจะอยู่ภายใต้แนวคิดเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ทีนี้หลายคนอาจไม่รู้ว่า FUJIFILM ถือเป็นบริษัทแถวหน้าของโลกในการผลิตฟิล์ม X-Ray
โดยใช้องค์ความรู้จากธุรกิจถ่ายภาพมาต่อยอดธุรกิจ
จากความสำเร็จตรงนี้ ทำให้บริษัทคิดต่อว่าแล้วต้องทำอย่างไร จึงจะโดดเด่นในธุรกิจนี้
เพราะธุรกิจเครื่องมือแพทย์และสุขภาพคือเมกะเทรนด์ของโลก
เมื่อรู้เป้าหมายที่จะก้าวไป FUJIFILM เองก็ศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมด
มาพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์
ซึ่งก็ต้องบอกว่า FUJIFILM ทำได้ดีเลยทีเดียว
เพราะใครจะคิดว่า จากบริษัทผู้ผลิตฟิล์มถ่ายภาพในอดีต
เวลานี้จะสามารถผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือเกี่ยวกับการถ่ายภาพทางการแพทย์
อย่าง เครื่องเอกซเรย์ดิจิทัลเคลื่อนที่ เครื่องอัลตราซาวนด์ เครื่องแมมโมแกรมตรวจเอกซเรย์เต้านม และเครื่องส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร โดยนำ “REiLI” เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ขั้นสูงเข้ามาช่วยยกระดับการตรวจวินิจฉัยโรค โดย AI จะจับสิ่งปกติหรือรอยโรคและแสดงผลที่หน้าจอมอนิเตอร์แบบ real-time ช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์สามารถวิเคราะห์โรคได้แม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งการต่อยอดที่นำความรู้ด้านเทคโนโลยีถ่ายภาพมาใช้
ก็คือการพัฒนาระบบสารสนเทศทางการแพทย์ (Healthcare IT) ในชื่อ “Synapse” ซึ่งเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลและภาพถ่าย ตลอดจนโซลูชันที่สามารถช่วยแพทย์ในการการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์แบบ 3D ด้วย Synapse 3D โปรแกรมสร้างภาพแบบสามมิติ
ทำให้เวลานี้ในหลายโรงพยาบาลทั่วโลก รวมถึงในเมืองไทย
ต่างใช้เครื่องมือทางการแพทย์ของ FUJIFILM ซึ่งส่งผลดีต่อตัวเรา
ก็คือ เวลาเราป่วย แพทย์ก็จะวินิจฉัยอาการป่วยได้แม่นยำและรวดเร็ว
อีกหนึ่งก้าวสำคัญทางธุรกิจของ FUJIFILM ก็คือ การที่บริษัทแม่ของ FUJIFILM ในประเทศญี่ปุ่น
ได้ประกาศเข้าควบรวมกิจการกับบริษัท Hitachi Healthcare
และเปลี่ยนชื่อมาเป็น Fujifilm Healthcare Corporation
การควบรวมกิจการครั้งนี้ เสมือนการติดอาวุธทางการตลาดในธุรกิจเครื่องมือทางการแพทย์
โดยเฉพาะเทคโนโลยีเกี่ยวกับการถ่ายภาพทางการแพทย์ ด้วยการนำความเชี่ยวชาญด้าน MRI
และ CT Scan มาเสริมทัพเพื่อยกระดับธุรกิจทางการแพทย์ของ FUJIFILM ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ยกระดับเป็น “No.1 Total Medical Imaging Solutions” ทิ้งห่างคู่แข่งไปอีกขั้น
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คงพอจะเข้าใจว่าทำไม FUJIFILM จึงขับเคลื่อนธุรกิจ
ภายใต้แนวคิด NEVER STOP ที่จะไม่หยุดยั้งพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคม ดูแลคุณภาพชีวิต เพื่อความยั่งยืนและสุขภาวะของโลกที่ดีขึ้น
เพราะในอดีต FUJIFILM เองได้ปรับตัวเปลี่ยนจากผู้นำในโลกธุรกิจฟิล์มถ่ายภาพ
มาเป็น ผู้นำในโลกธุรกิจเครื่องมือแพทย์และธุรกิจ Printing Solution
พอเปลี่ยนน้ำหนักทางธุรกิจแล้ว ก็ต้องพัฒนาธุรกิจตัวเองอยู่ตลอดเวลา
เพราะวันนี้การเกิด Disruption ในโลกธุรกิจได้กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
โดยทาง FUJIFILM ก็รู้ดีว่า หากคิดจะเติบโตต่อเนื่องไปในอนาคต
ก็ต้องปรับตัวไปสู่การต่อยอดธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างยั่งยืน
พร้อมกับไม่หยุดยั้งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ให้สมกับพันธกิจที่ให้ไว้ในสโลแกนขององค์กรที่ว่า “Value from innovation” หรือ “นวัตนกรรมอันทรงคุณค่า”
ด้วยแนวคิดนี้เองที่ทำให้ FUJIFILM สามารถอยู่ในตำแหน่งบริษัทชั้นนำระดับโลก
ที่ไม่ว่าจะเกิดการ Disruption ในโลกธุรกิจอีกสักกี่ครั้งก็ตาม
FUJIFILM NEVER STOP IMPROVING THE FUTURE
© 2022 Longtunman. All rights reserved.